ปัจจุบันภัยไซเบอร์จากกลโกงมิจฉาชีพมีหลากหลายรูปแบบและแยบยลมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภครู้ไม่เท่าทัน ไม่ว่าจะเป็น
SMS หลอกลวง ที่เกิดจากกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้เครือข่ายปลอม
การหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย ด้วยรูปแบบการหลอกที่หลากหลาย
การโทรแอบอ้าง หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไปจนถึง
การส่งจดหมายอีเมล หรือ
เอกสารแอบอ้างองค์กรและผู้บริหาร โดยปลอมแปลงเอกสารบริษัทต่างๆ เป็นต้น
ต้องรู้เท่าทัน 4 กลโกงมิจฉาชีพด้วยรูปแบบกลโกงที่หลากหลายและแนบเนียนมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคยังขาดความรู้ตามไม่เท่ากลโกงจึงตกเป็นเหยื่อได้ง่ายขึ้น โดยรูปแบบกลโกงที่พบเห็นได้จากข่าวสารอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่
1. SMS หลอกลวง จากกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้เครือข่ายปลอมด้วยอุปกรณ์ผิดกฎหมายที่เรียกว่า False Base Station (FBS) หรือ Fake Base Station โดยส่ง SMS ไปยังมือถือของประชาชน ปลอมแปลงชื่อผู้ส่ง (Sender Name) ในนามขององค์กรต่างๆ อาทิ ธนาคาร บริการประเภทต่างๆ หรือผู้ให้บริการมือถือ เพื่อหลอกให้ประชาชนที่ได้รับข้อความหลงเชื่อว่าเป็น SMS จากหน่วยงานนั้นๆ จริง
“SMS เหล่านี้จะล่อลวงให้กดลิงก์ แอดไลน์ หรือรูปแบบอื่นๆ โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างชื่อผู้ส่ง (Sender Name) หลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นเบอร์มือถือ หรือชื่อต่างๆ ในลักษณะของการกระตุ้นให้คลิก เช่น คะแนนสะสมกำลังหมดอายุ เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสิ้นปีที่แบรนด์สินค้าต่างๆ จะมีแคมเปญทางการตลาดเฉลิมฉลองเชิญชวนให้ลูกค้าช้อปปิ้งพร้อมรับส่วนลดโปรโมชันจากการใช้แต้ม หรือคะแนนสะสม มิฉาชีพจะฉวยโอกาสส่ง SMS พร้อมแนบลิงก์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อให้เข้าไปกรอกข้อมูลสำคัญอันอาจนำสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน ข้อมูลส่วนบุคคล หรือความเสียหายอื่นๆ ในภายหลัง” คุณสายชล กล่าว
2. การหลอกลวงผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย โดยมีพัฒนาการรูปแบบการหลอกที่หลากหลายยิ่งขึ้น อาทิ 1) การใช้แอคเคาท์ปลอมแอบอ้างเป็นแอดมินของ Page/Facebook Official ของบริการต่างๆ หลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยการเข้าไปโต้ตอบคอมเมนต์ในช่องแสดงความคิดเห็น จากนั้นหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อาทิ หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลขสมาชิกอินเทอร์เน็ตบ้าน หรือรายละเอียดทางการเงิน 2) การเชิญชวนลงทุนผ่านโซเชียลมีเดีย ด้วยการแอบอ้างนำโลโก้ หรือภาพผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ไปชักชวนการลงทุนรูปแบบต่างๆ จากนั้นเมื่อเหยื่อหลงเชื่อจะหลอกให้เข้า LINE Open Chat เพื่อให้ตามจับไม่ได้ 3) การปลอมบัญชี LINE Official Account ขององค์กรต่างๆ แล้วหลอกลวงประชาชนให้ชำระค่าบริการ หรือโอนซื้อ/ขายสินค้าที่ไม่มีอยู่จริง
3. การโทรแอบอ้าง หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะแอบอ้างเป็นพนักงานองค์กรต่างๆ โทรผ่าน SIM Box หลอกลวงผู้ใช้งาน โดยแสดงเป็นทั้งเบอร์มือถือ 0XX-XXXXXXX หรือเบอร์ 02-XXXXXXX หรือ VoiP เบอร์ที่มีเลขมากกว่า 10 หลัก โดยแจ้งว่า มีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ บัตรประชาชน ไปเปิดเบอร์และดำเนินการผิดกฎหมาย จากนั้นมิจฉาชีพจะหลอกว่า ต้องโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้า เป็นต้น ถือเป็นจุดที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อลูกค้าทั้งในแง่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และสูญเสียทรัพย์สิน
4. การส่งจดหมายอีเมล หรือเอกสารแอบอ้างองค์กรและผู้บริหาร ปลอมแปลงเอกสารบริษัทต่างๆ พร้อมมีการลงนามโดยผู้บริหารสูงสุด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแล้วแจ้งไปยังประชาชนว่า มีเบาะแสการกระทำผิดกฎหมาย จากนั้นจะหลอกขอข้อมูลส่วนบุคคล หรือหลอกให้โอนเงิน
3 วิธีป้องกันและรับมือกลลวงไซเบอร์คุณสายชล กล่าวเสริมว่า จากข้อมูลและผลการศึกษาที่ AIS ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มข้นของการทำงานเพื่อยกระดับสู่การเป็นปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์ โดยยังคงมุ่งเน้นทั้ง
การให้ความรู้ การป้องกัน และแก้ไข ภายใต้การสนับสนุนการทำงานของฝ่ายความมั่นคงและภาครัฐอย่างเต็มกำลังในรูปแบบต่างๆ อาทิ
1. การให้ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร อุ่นใจไซเบอร์ ที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย สามารถเรียนรู้ทักษะดิจิทัลได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย การสร้างดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index เพื่อให้เห็นถึงระดับทักษะการรับรู้และความเข้าใจการใช้งานดิจิทัลในด้านต่างๆ และล่าสุดกับพัฒนา
“Digital Health Check” เครื่องมือดิจิทัล เพื่อให้คนไทยสามารถวิเคราะห์และประเมินทักษะด้านดิจิทัลของตัวเอง พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ในการป้องกันภัยไซเบอร์ให้แก่ลูกค้าและคนไทย สนใจตรวจเช็กสุขภาวะทางดิจิทัลของตัวเอง ได้ที่
https://digitalhealthcheck.ais.th