เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติออสเตรเลีย เปิดตัวสาขาใหม่ล่าสุด สาขา MCDU สาขาที่ 42 บนพื้นที่ 140 ตารางเมตร ณ อาคารหอสมุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็น Café Concept แบบ Learning Café ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
การได้สิทธิ์เปิดร้านในพื้นที่นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด เล่าว่า “เดอะ คอฟฟี่ คลับ ต้องแข่งขันกับแบรนด์กาแฟชั้นนำถึง 16 แบรนด์แบบ Blind Taste ที่ไม่เปิดเผยชื่อแบรนด์ จนผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นเหลือเพียง 5 แบรนด์สุดท้าย ก่อนที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะ สิ่งนี้สะท้อนถึงคุณภาพและความโดดเด่นของแบรนด์เรื่องกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์”

สำหรับสาขานี้ MCDU มาพร้อมกับ 4 ความพิเศษที่สะท้อนถึงการยกระดับประสบการณ์กาแฟให้แตกต่างจากเดิม ดังนี้
1. ดีไซน์ใหม่
สาขา MCDU มาพร้อม Café Concept ด้วยดีไซน์และโทนสีใหม่ที่ทันสมัย ใช้โทนสีมอคค่าและกราฟิกลวดลายใหม่ สะท้อนถึงความร่วมสมัย ลดการใช้สีดำและขาวเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับร้าน พร้อมเสริมสีส้มเพิ่มความสดใสและมีชีวิตชีวา สร้างบรรยากาศที่เหมาะสำหรับทั้งการทำงานและการพักผ่อน
2. ราคา Privilege
เดอะคอฟฟี่คลับ สร้างความแตกต่างมาพร้อมกับกลยุทธ์การตั้งราคา เริ่มต้นเพียง 60 บาท สำหรับขนาดแก้ว Size M ซึ่งเป็นราคาที่ถูกที่สุดของเดอะ คอฟฟี่ คลับในประเทศไทย โดยกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เพราะปกติราคากาแฟของเดอะ คอฟฟี่ คลับ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 120 บาทสำหรับแก้วขนาด Size S
นงชนก เล่าว่า เดอะ คอฟฟี่ คลับ ได้ปรับราคากาแฟลง เพราะต้องการดึงดูดลูกค้า สร้างการรับรู้แบรนด์ อีกทั้งเราให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบสิทธิพิเศษลดราคากาแฟจาก 60 บาท เหลือเพียง 40 บาท เมื่อสวมชุดกาวน์เข้ามาใช้บริการ
กลยุทธ์การตั้งราคาครั้งนี้ไม่ได้เพียงแค่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการสร้างการจดจำและการเข้าถึงลูกค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายฐานลูกค้า พร้อมแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ หลังการเปิดให้บริการ มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ยวันละ 500 คน แบ่งเป็นนิสิตแพทย์ 30%, บุคลากรทางการแพทย์ 30% และคนทั่วไปอีก 40%
แม้ว่าจะเริ่มต้นได้อย่างดี แต่เดอะ คอฟฟี่ คลับ ตั้งเป้าหมายไว้คือการเพิ่มจำนวนลูกค้าเฉลี่ยต่อวันให้ถึง 800 คน หากบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สาขานี้จะกลายเป็นสาขาที่มีลูกค้ามากที่สุดในประเทศไทย

3. เมนูเครื่องดื่มใหม่ พร้อมเมล็ดกาแฟคุณภาพ
การเปิดสาขา MCDU ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ยังคำนึงถึงกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ เนื่องจากกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการดื่มกาแฟคั่วอ่อนจำนวนหลายแก้วต่อวัน เดอะ คอฟฟี่ คลับ จึงพัฒนาเบลนด์พิเศษที่เรียกว่า “The Base Coffee We’re Ever Made” โดยเลือกใช้เมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจาก 3 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย โคลอมเบีย และเอธิโอเปีย เหมาะสำหรับการชงในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดำ หรือกาแฟนม ตอบโจทย์คอกาแฟ
ลูกค้าของ เดอะ คอฟฟี่ คลับ มีพฤติกรรมการดื่มกาแฟที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะเน้นเบสิกกาแฟ เช่น อเมริกาโน, ลาเต้ หรือเอสเปรสโซ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการในการดื่มกาแฟเพื่อความสดชื่นและตื่นตัว ขณะที่ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือย่านท่องเที่ยว ลูกค้ามักจะเลือกเมนูพรีเมียม เช่น แฟรปเป้ผลไม้ หรือเมนูใส่ไอติม เพื่อให้มีความพิเศษและสดชื่น
เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการทานกาแฟที่หลากหลายนี้ทำให้ สาขา MCDU มีเมนูเครื่องดื่มมากกว่า 40 รายการ รวมทั้งเมนูขนมหวานและเมนูเพื่อสุขภาพกว่า 30 รายการ โดยเฉพาะเมนูที่ได้รับความนิยมสูง เช่น Blue & The Bowl ซึ่งเป็นสมูทตี้สีฟ้าจากผงสาหร่ายสไปรูลิน่า และเมนูถ้วยผลไม้อย่าง Acai ที่ไม่เพียงตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ แต่ยังตอบสนองความต้องการทั้งนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่รวดเร็วและมีคุณภาพสำหรับช่วงเวลาที่ค่อนข้างจำกัด หรือผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาลอย่างครอบคลุม

4. ใช้วัสดุที่ยั่งยืน (Sustainable Materials)
สำหรับร้านเดอะ คอฟฟี่ คลับ สาขา MDCU แห่งนี้ สามารถรองรับได้ถึง 60 ที่นั่ง มาพร้อมความพิเศษมากมาย ตั้งแต่เดินเข้าร้านที่ทุกคนจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความผ่อนคลาย แต่ให้ความรู้สึกทันสมัยสบายตาอย่างมีระดับ ซึ่งผสานการออกแบบที่สะท้อนแนวคิดความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างกลมกลืน
ทั้งการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และวัสดุที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิล (Upcycle) เช่น โต๊ะและที่นั่งภายในร้านที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือ ฟอยล์จากบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่ผ่านการใช้งาน รวมถึง ฝุ่นไม้เหลือทิ้งจากโรงงานเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ที่ทำจากแผ่นไวนิลเก่าที่ถูกนำมาแปรรูปใหม่ ตลอดจนเคาน์เตอร์ชงกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำขึ้นจากเยื่อกาแฟเหลือจากกระบวนการคั่วสำหรับชงเอสเปรสโซ่กว่า 1,200 แก้ว และพลาสติกรีไซเคิลจำนวน 90 กิโลกรัม เป็นต้น สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และช่วยลดขยะจากการผลิตอย่างเห็นผล ทำให้สาขานี้ไม่เพียงมอบความสวยงามและความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังสอดแทรกการสร้างประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าเมื่อเข้ามาใช้บริการอีกด้วย
ปัจจุบัน เดอะ คอฟฟี่ คลับ มีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 240,000 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 10% เป็นสมาชิกที่มีการใช้งานแอคทีฟอย่างสม่ำเสมอ และคาดว่าจะมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยการขยายฐานลูกค้าและการดึงดูดลูกค้าใหม่ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแบรนด์
สำหรับยอดซื้อต่อบิลนั้น หากเป็นร้านที่ขายเฉพาะเครื่องดื่มจะอยู่ที่ 100 บาท ขณะที่ร้านที่มีทั้งอาหารและเครื่องดื่มจะมียอดซื้อต่อบิลเฉลี่ยประมาณ 300 บาท

ปิดท้ายด้วยภาพรวมตลาดร้านกาแฟปี 2568 นงชนก มองว่า จะมีการแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจากมีการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ และการเติบโตของตลาดกาแฟที่ยังคงขยายตัว ทำให้ เดอะ คอฟฟี่ คลับ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า โดยเน้นการพัฒนากาแฟคุณภาพสูงและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า