ปัจจุบันองค์กรชั้นนำหลายองค์กร เริ่มมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำงานในยุคดิจิทัลที่สามารถทำงานได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน โดยข้อมูลจาก Deloitte (ดีลอยท์) ประเทศไทย รายงานว่า ระหว่างปี 2564-2566 องค์กรส่วนใหญ่เร่งรัดการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดการระบาดของ Covid-19 ทุกองค์กรยิ่งเห็นความสำคัญของการปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลมากขึ้น เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำ
อย่างไรก็ตามยังมีองค์กรอีกหลายแห่งที่ยังไม่สามารถทำ Digital Transformation ได้ หรือทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดเงินทุน ประสบการณ์ และการดำเนินการล่าช้า โดยเฉพาะองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ SMBs ที่ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกว่า 99% ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงที่สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่มุ่งยกระดับประเทศสู่จากรายได้ปานกลางสู่รายได้สูงผ่านการใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยี
ที่ผ่านมา SMBs มีความสนใจอย่างมากในการลงทุนเปลี่ยนโฉมสู่ออฟฟิศดิจิทัลมากถึง 43% แต่อุปสรรคคือ การขาดเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะกับกระบวนการทำงาน “แบบคนไทย” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและระบบที่มีอยู่ของประเทศไทย แม้บริษัทหลายแห่งพยายามนำเครื่องมือดิจิทัลมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานกันอย่างกระตือรือร้น แต่เครื่องมือที่ผลิตในต่างประเทศมักไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ เครื่องมือดิจิทัลที่ผลิตจากต่างประเทศมักไม่สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับกระบวนการทำงานและระบบเดิมที่ใช้อยู่ของประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นตลาดที่เปิดรับโซลูชันต่างประเทศจากตลาดที่มีมูลค่าสูง เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสิงคโปร์ แต่อุปสรรคทางวัฒนธรรมยังคงเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก ทำให้การที่จะสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ ต้องอาศัยความพยายามร่วมกันในการปรับปรุงทักษะดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เต็มรูปแบบ
อีกทั้งความท้าทายในกรณีของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เกษตรกรรมและการผลิต พนักงานยังประสบปัญหาในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลระดับโลกมาใช้ ซึ่งหมายถึงช่องว่างด้านทักษะที่สำคัญ คือ SMBs ยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่มีความสามารถในการพัฒนาระบบ และการขาดทักษะด้านดิจิทัล หรือถึงแม้จะมีบุคลากรดังกล่าวก็ตาม การดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี เนื่องจากการพัฒนาและการบำรุงรักษาต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก
บริษัท Kintone (Thailand) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Cybozu ผู้ให้บริการโซลูชันกรุ๊ปแวร์สำหรับธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่น มองเห็นปัญหาในส่วนนี้ จึงมุ่งมั่นสร้างระบบการทำงานที่ใช้งานง่าย แม้ผู้ไม่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมก็สามารถเชื่อมต่อระบบของ Kintone ให้ใช้งานควบคู่กับระบบที่มีอยู่เดิมได้ สนับสนุนการทำ Digital Transformation ขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ รวดเร็ว และทันสมัย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ภายใต้รูปแบบการทำงานแบบ Digital Workplace ทำงานได้จากทุกที่ (Work from Anywhere) อย่างง่าย เตรียมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยด้วยเทคโนโลยีแบบ Do-It-Yourself (DIY) ผ่านแพลตฟอร์มเวิร์กเพลสแบบครบวงจรที่สามารถปรับแต่งได้เองสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2568
“Kintone เป็นระบบที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้บริษัทแม่คือ Cybozu, Inc. สำหรับตัวระบบ Kintone เปิดตัวในช่วงปี 2010 โดยแนวคิดในการทำงาน คือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้องค์กรแต่ละองค์กรสามารถบริหารจัดการระบบการทำงานภายในองค์กรได้ง่ายด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องลงทุนจ้างคนมาเขียนระบบ หรือซื้อระบบสำเร็จรูปมาใช้ ซึ่งไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด บางโปรแกรมเราต้องให้เวนเดอร์ภายนอกมาอัปเดตระบบให้ หรือหากเป็นโปรแกรมที่ขายขาดก็อาจจะไม่มีการอัปเดตแล้ว ยิ่งเมื่อโลกธุรกิจในปัจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่ปรับตัวตามไม่ทันก็จะเสียเปรียบ เสียโอกาสในการแข่งขันในอนาคต” น้ำยา วายุภาพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Kintone (Thailand) จำกัด เผยถึงแนวคิดของ Kintone

นอกจากนี้ Kintone ยังมีความพร้อมสำหรับการสำรองข้อมูล และการรักษาความปลอดภัย โดยตอบสนองไปตามความต้องการของผู้ใช้งานผ่านการสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถจัดการด้วยตัวเองได้แบบครบวงจรแบบ All-in-One พร้อมออกแบบ Workflow ในองค์กรได้แบบไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม (No-coding) ให้ยุ่งยาก และเชื่อมต่อทุกระบบผ่าน Cloud Service ทำให้พนักงานที่อยู่ที่สำนักงาน บ้าน หรือประชุมกับลูกค้าก็สามารถเข้าถึงระบบการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเด่นของ Kintone คือสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรธุรกิจ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ส่งเสริมองค์กรไทยให้สามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อการเติบโต ลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มยอดขาย และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่าง เช่น การจัดเก็บข้อมูลของแผนกเซลส์-งานขาย เนื่องจากมีสมาชิกเป็นจำนวนมากจึงเป็นเรื่องยากที่จะบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยระบบการทำงานของ Kintone ซึ่งเป็นแบบเรียลไทม์ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ ทุกเวลา แม้ออกไปทำงานนอกสถานที่ สามารถตรวจสอบสถานะของการอนุมัติใบเสนอราคา เพื่อดำเนินการในขั้นต่อไปหรือผู้จัดการจะตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ทุกคนในทีมจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งหมด ทั้งนี้ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านโปรแกรมมิ่ง เพียงแค่มีสมาร์ตโฟนหรือแท็บเลต งานของทีมก็จะเดินหน้า แบบไม่มีสะดุดในทุกขั้นตอน สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย อีกทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายในองค์กรเรื่องการวางระบบไอที
“Kintone สร้างขึ้นมาเพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างระบบในการทำงานของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ HR ระบบออกใบเสนอราคา ระบบจัดการฐานข้อมูลลูกค้า ระบบฐานข้อมูลพนักงาน แม้กระทั่งระบบในการประกาศโบนัส เป็นต้น ซึ่งการสร้างระบบต่างๆ ขึ้นมาในองค์กรจะถูกจัดรวมอยู่ใน Portal เดียวกัน การทำงานคล้ายกับเป็น Social Media ขององค์กรที่นอกจากจะเป็นพื้นที่พูดคุย ยังสามารถสร้างแอปพลิเคชันเพื่อใช้จัดการงานในองค์กร ซึ่งจุดเด่นคือ ใช้งานง่าย ใครก็สามารถสร้างระบบขึ้นมาใช้ได้ ไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียน Code ก็สามารถทำได้ ข้อมูลต่างๆ สามารถเรียกดูได้ง่าย ถือเป็นศูนย์รวมข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างระบบการทำงานของตัวเองพร้อมช่วยจัดการข้อมูลด้านธุรกิจ งานเอกสาร และการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านซอฟต์แวร์แบบ No-Code ซึ่งสามารถปรับได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ Kintone ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหลายฟังก์ชันธุรกิจในองค์กร อาทิ ฝ่ายบุคคลและแอดมิน, ฝ่ายขาย, ฝ่ายผลิต, ฝ่ายจัดซื้อ, ฝ่าย IT, ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์, ฝ่ายวางแผนองค์กร และอื่นๆ
ในส่วนของการใช้งานผู้ใช้งานสามารถสามารถออกแบบระบบการทำงานของตัวเองได้ง่าย เพียงกดสร้างแอปพลิเคชั่นขึ้นมาแล้วแอดฟังก์ชั่นต่างๆที่ต้องการใช้งาน หากยังไม่ชำนาญสามารถเลือกเทมแพลตที่ต้องการใช้งานซึ่งมากับระบบแล้ว Input ข้อมูลต่างๆ เข้าไป ก็สามารถสร้างระบบการทำงานของตัวเองได้”
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมากเพียงใด แต่องค์กรยังต้องเลือกใช้งานเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการเลือกโซลูชันที่ให้การสนับสนุนอย่างครอบคลุม แม้ว่าโซลูชันพื้นที่ทำงานแบบ DIY ของ Kintone จะถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งระบบเองได้ 100% แต่ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดชอบทั้งหมดจะอยู่ที่ผู้ใช้งาน 100% เนื่องจาก Kintone มีทีมงานซัพพอร์ตสำหรับผู้ใช้งานคนไทยด้วยภาษาไทย ที่พร้อมสนับสนุนการติดตั้ง ออกแบบพื้นที่ทำงาน และทีมให้ความรู้ด้านดิจิทัลตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานพื้นที่ทำงานแบบ DIY ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยแนวทางดังกล่าวจะทำให้องค์กรธุรกิจและพนักงานในประเทศไทยสามารถปรับปรุงทักษะด้านดิจิทัลที่จำเป็นต่อตลาด และพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายในประเทศให้เติบโตก้าวหน้าจนมูลค่าแตะ 1.234 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2568
ปัจจุบัน Kintone มีลูกค้าใช้ระบบในไทยอยู่ประมาณกว่า 300 ราย ซึ่งระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาบริษัทใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานไทยจนสามารถออกแบบเทมเพลตเพื่อผู้ใช้งานชาวไทยโดยเฉพาะมากขึ้น รวมถึงมีการตั้งสำนักงานประจำประเทศไทยที่กรุงเทพมหานคร นอกจากช่องทางการขายตรงแล้ว บริษัทยังทำงานร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาและพันธมิตรด้านผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่ายระบบของ Kintone ทั่วประเทศ
เป้าหมายสำคัญของ Kintone คือการเป็นพันธมิตรที่สามารถเสริมประสิทธิภาพ ให้กับองค์กรในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนให้คล่องตัว ยืดหยุ่น โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นจาก 15% ในปี 2567 เป็น 20 % ในปี 2568 หรือ 500 บริษัทในประเทศไทย และตั้งเป้าให้เป็น 1,000 บริษัทในไทย ภายในปี 2571
