BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,375
VIEWS

Green living ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น

ธ.ค. 26, 2567
จากการที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้ประกาศเป้าหมายไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ภายในปี 2065ได้ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก(Greenhouse Gas: GHG) โดยภาคอาคารและการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดการปล่อยมลภาวะในปริมาณที่สูงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างไปจนถึงกิจกรรมการใช้งานอาคาร และการอยู่อาศัยซึ่งมีการปล่อย CO2 ทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันกว่า 40% ของการปล่อยCO2โดยรวมทั้งโลก

ด้วยเหตุนี้ ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงได้มีการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง เช่น การออกแบบอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยให้ลดการพึ่งพาการใช้พลังงาน สามารถปรับแสงสว่างและอุณหภูมิภายในอาคารได้อย่างเหมาะสมการวางแผนจัดการไซต์งานก่อสร้าง การใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง อาทิ โครงสร้างสำเร็จรูปที่ช่วยลดการทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างและลดมลภาวะเช่น ฝุ่น เสียงดังที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างรวมถึงการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่กิจกรรมการใช้งานอาคารเชิงพาณิชย์ และการอยู่อาศัย ที่มุ่งลดการปล่อย Emission อย่างยั่งยืน

การใช้วัสดุก่อสร้างที่กระบวนการผลิตมีการปล่อย Emission ปริมาณมากส่งผลให้เกิด Carbon footprint ในภาคการก่อสร้าง ในภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างได้แก่การผลิตเหล็กปูนซีเมนต์และอะลูมิเนียม มีการปล่อย GHG รวมกันถึง 16% ของปริมาณการปล่อย GHG โดยรวมทั้งโลก โดยสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กิจกรรมการผลิตต้นน้ำ และการแปรรูปไม่ว่าจะเป็นการสกัดสินแร่เหล็ก ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อนำไปผลิตและแปรรูปต่อเป็นเหล็กชนิดต่างๆการสกัดหินปูนจากเหมืองแร่/เหมืองหินที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อนำไปแปรรูปต่อเป็นปูนซีเมนต์รวมถึงยังมีการใช้พลังงานที่สูงมากในเตาเผาและเตาหลอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้พลังงานจากถ่านหินนอกจากนี้ การผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทอื่น ๆ ก็ยังมีการใช้พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติปริมาณมากเช่น การใช้พลังงานของเตาเผากระเบื้องการใช้ทรายธรรมชาติผลิตกระจก การผลิตไม้อัดที่ยังคงต้องอาศัยการตัดต้นไม้เป็นจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
 
จากการใช้วัสดุก่อสร้างที่กระบวนการผลิตมีการปล่อย Emission ปริมาณมาก ส่งผลต่อเนื่องให้เกิด Carbon footprint ในภาคการก่อสร้างตามมาดังนั้น ในโลกที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งในภาคธุรกิจ และครัวเรือนจะมีส่วนช่วยลดการปล่อยEmission และช่วยลดCarbon footprint ในภาคการก่อสร้างได้ ส่งผลให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly building materials)เช่น ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก เหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตที่ลด Emissionแผ่นไม้สังเคราะห์ที่ลดการใช้ไม้ที่ตัดจากป่าธรรมชาติ วัสดุก่อสร้างที่ผลิตจากวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงยังมีการใช้พลังงานสะอาดทดแทนการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลในกระบวนการผลิตมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้พลังงานไฟฟ้าในการดำเนินกิจกรรมภายในอาคาร ทั้งในเชิงพาณิชย์ และการอยู่อาศัยก็มีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดการปล่อย Emissionจากการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในอาคาร ทั้งแสงสว่าง อุณหภูมิ และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอาคารที่อยู่อาศัย (Residential building) ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ราว 70%ของการใช้พลังงานไฟฟ้าจากอาคารทั่วโลก ส่งผลให้การออกแบบ รวมถึงการก่อสร้างอาคารเชิงพาณิชย์และโครงการที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานไฟฟ้าเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้สามารถรับแสงสว่างจากธรรมชาติ มีการถ่ายเทและการไหลเวียนอากาศไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุก่อสร้าง เช่น สีทาอาคาร กระจกชนิดพิเศษ ที่ช่วยกันความร้อนซึ่งจะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ ที่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

อีกทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตทั้งในการอยู่อาศัยและที่ทำงานยังนำมาสู่เทรนด์การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสุขภาพอย่างการพัฒนาอาคารสำนักงานในปัจจุบันซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานที่ดีจากการที่ผู้คนใช้เวลาทำงานกว่า 1 ใน 3 ของวันในอาคารสำนักงาน นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยก็ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน ซึ่งนำมาสู่เทรนด์การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสุขภาพเช่น วัสดุตกแต่งภายในอาคารที่มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (Volatile Organic Compounds : VOCs) ปริมาณที่ต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพอากาศภายในอาคาร และลดความเสี่ยงต่อระบบหายใจของผู้คนภายในอาคาร และสัตว์เลี้ยง

เทรนด์การลด Emission ในภาคการก่อสร้าง รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพภายในอาคาร ประกอบกับการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้คนเป็นโอกาสให้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างปรับกลยุทธ์หันมาสร้างความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าด้วยการผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สามารถลดการปล่อยEmission จากกระบวนการผลิต ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคารเชิงพาณิชย์และโครงการที่อยู่อาศัยรวมถึงยังสามารถสร้างสุขภาวะสำหรับผู้คนในอาคารและที่อยู่อาศัยอีกด้วย
วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในไทยมีการพัฒนาไปถึงระดับไหน?
นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย มีการพัฒนาทั้งในเชิงของกระบวนการผลิต และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ สำหรับการผลิตวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก และปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นวัสดุโครงสร้างของอาคาร และมีการปล่อย Emission จากกระบวนการผลิตออกมามากพบว่า ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทดังกล่าวในไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต เช่น การเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในขั้นตอนการผลิต และแปรรูป การเพิ่มสัดส่วนการรีไซเคิลเศษเหล็กในการผลิตเหล็กการผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกโดยลดการเผาไหม้ปูนเม็ด (Clinker) ที่ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจากถ่านหิน เพื่อนำมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ทั่วไป

นอกจากนี้ ขั้นตอนการก่อสร้างยังมีการใช้ชิ้นส่วนสำเร็จรูปมากขึ้นทั้งการก่อสร้างอาคารที่มีการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ แล้วนำมาประกอบที่หน้างาน (Prefabrication building) การก่อสร้างอาคารที่อาศัยแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูปที่มีการหล่อหรือขึ้นรูปจากโรงงานสำหรับการนำไปประกอบเป็นตัวอาคาร (Precast)และการผลิตโครงสร้างพร้อมตกแต่งสำเร็จ และนำมาประกอบหน้างาน (Modular)ซึ่งช่วยลดการทิ้งเศษวัสดุก่อสร้าง ลดฝุ่นในไซต์งาน รวมถึงลดระยะเวลาในการก่อสร้างอีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนค่าแรงขณะที่ชิ้นส่วนแบบสำเร็จรูปก็มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรง และอายุการใช้งานที่เทียบเท่าหรือดีกว่าการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ทั้งนี้การก่อสร้างโดยใช้ชิ้นส่วนแบบสำเร็จรูปได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นในโครงการก่อสร้างต่าง ๆทั้งอาคารเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และโครงการที่อยู่อาศัยรวมทั้งการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกหรือ Low-carbon cementที่มีสัดส่วนการผลิตทดแทนปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ทั่วไปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 60-65%ในปี 2023 มาอยู่ที่กว่า 80%ในปี 2024และผู้ประกอบการยังเพิ่มสัดส่วนการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในตลาดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างประเภทโครงสร้างแล้ว การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างรุนแรงที่ส่งผลให้ไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างจึงพัฒนาวัสดุก่อสร้างประเภทวัสดุปิดผิว หรือวัสดุตกแต่ง เช่น สีทาอาคาร กระเบื้องปูพื้น/บุผนัง ที่ปกป้องตัวอาคารทั้งภายในและภายนอก รวมถึงกระจก Low-emissivity (Low-e) ที่สามารถลดความร้อนที่เข้ามาภายในอาคารมากกว่ากระจกทั่วไปถึง 20%

ความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในภาคการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทยมีแนวโน้มเป็นอย่างไร?
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น เช่นมาตรฐาน Excellence in Design for Greater Efficiencies (EDGE) ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองอาคารระดับสากลLeadership in Energy and Environmental Design (LEED Certification)ซึ่งเป็นมาตรฐานการรับรองอาคารของสหรัฐอเมริกาและมาตรฐานThai's Rating of Energy andEnvironmental Sustainability(THREES) โดยมีจำนวนอาคาร และโครงการต่าง ๆ

ในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา(รูปที่ 1) และมีการขยายการรับรองไปยังอาคาร/โครงการประเภทต่าง ๆ ที่หลากหลายมากขึ้นอาทิ โรงแรม สถานศึกษา โรงพยาบาล โรงงานและคลังสินค้า จากเดิมที่ส่วนใหญ่มีเพียงอาคารและโครงการประเภทสำนักงาน (Office) และพื้นที่ค้าปลีก(Retail) คิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ที่ได้รับการรับรอง (รูปที่ 2) ซึ่งการได้รับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจะส่งผลดีในหลากหลายด้าน เช่น ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน สร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับแบรนด์ของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภคเพิ่มมูลค่าให้กับอาคารซึ่งจะนำไปสู่ความสามารถในการกำหนดอัตราค่าเช่าในระดับที่สูงขึ้นได้

การพัฒนาอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้การใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัวตามไปด้วยเนื่องจากการใช้วัสดุก่อสร้างเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์สำหรับใช้พิจารณาเพื่อขอรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน THREES กำหนดให้ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีฉลากเขียวและฉลากคาร์บอนของไทยและการใช้วัสดุรีไซเคิลที่ไม่น้อยกว่า 10% ของมูลค่าวัสดุก่อสร้างทั้งหมด การใช้วัสดุปูพื้นและวัสดุมุงหลังคาที่มีค่าดัชนีการสะท้อนความร้อนจากดวงอาทิตย์ (Solar Reflectance Index: SRI) ตั้งแต่ 30% ขึ้นไป วัสดุประสาน วัสดุยาแนว วัสดุรองพื้น สีทาอาคารและวัสดุเคลือบผิวที่ใช้ ต้องเป็นสาร Low-VOCs ในปริมาณตั้งแต่ 20% หรือมากกว่า ของปริมาณสารที่ใช้ในการซ่อมแซมหรือตกแต่งอาคาร

SCB EIC มองว่า การที่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการคำนึงถึงการสร้างสุขภาวะสำหรับผู้คนในอาคาร ประกอบกับแรงกดดันจากกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นสำหรับการก่อสร้างอาคารตามนโยบายการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงส่งผลให้การพัฒนาอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการขยายตัวของตลาดวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามไปด้วย
 
ผู้บริโภคไทยพร้อมซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือยัง?
จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานการรับรองอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้การใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ถูกขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งอาคารเชิงพาณิชย์ และโครงการที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้การใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีความแพร่หลายมากขึ้น จำเป็นต้องส่งเสริมการใช้งานในกลุ่มผู้บริโภคควบคู่กันไปซึ่งยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น การตระหนักถึงความสำคัญ ความพร้อมทางด้านการเงิน ความยินดีจ่ายเงินเพิ่มเติม ความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์
 
ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีความสนใจวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีความยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจากราคาวัสดุก่อสร้างทั่วไปไม่เกิน 5%จากผลสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างของ SCB EIC เมื่อเดือนมีนาคม 2024 พบว่า ผู้บริโภคมากกว่า 90% สนใจวัสดุก่อสร้างที่ช่วยให้สามารถประหยัดพลังงาน ลดอุณหภูมิของตัวบ้านให้เย็นลงและเป็นมิตรต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และสัตว์เลี้ยง และอีก76% สนใจวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก เช่น วัสดุก่อสร้างที่ถูกผลิตขึ้นมาจากกระบวนการรีไซเคิล หรือมีการลดการปล่อยEmissionในกระบวนการผลิต โดยส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เกิน 5% จากราคาวัสดุก่อสร้างทั่วไป

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า วัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานได้รับความสนใจมากที่สุด และผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินส่วนเพิ่มมากกว่าวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ สะท้อนได้จากการให้ความสำคัญของผู้บริโภคในการประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านวัสดุอุปกรณ์ที่สูงกว่าวัสดุอุปกรณ์ทั่วไป แต่จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และมีความคุ้มค่าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคครัวเรือนในที่อยู่อาศัย ยังคงมีข้อจำกัดจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งค่าครองชีพ และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนจากสัดส่วนผู้บริโภคที่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติพิเศษในปี 2024 ลดลงจากปี 2023
นอกจากวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่นำไปใช้ผ่านวิธีการหล่อเป็นโครงสร้างอาคาร เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ หรือวัสดุที่เป็นวัสดุปิดผิวตกแต่งอาคาร เช่น สีทาอาคาร กระเบื้องปูพื้น/บุผนัง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีวัสดุก่อสร้างบางประเภทที่ไม่ใช่วัสดุสำหรับการก่อสร้างแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการก่อสร้าง โดยใช้ชิ้นส่วนหรือโครงสร้างสำเร็จรูปที่มีการหล่อขึ้นชิ้นส่วนมาก่อนจากโรงงาน เพื่อนำไปประกอบที่หน้างาน หรือที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อ Prefabrication และ Modular ซึ่งมีข้อดีในการช่วยลดระยะเวลา และแรงงานที่ใช้ในการก่อสร้าง ลดการทิ้งเศษวัสดุก่อสร้างหน้างาน ที่เกิดขึ้นจากการหล่อ/ก่อ/ฉาบ และมีความคงทนแข็งแรง รวมถึงมีความสามารถในการรับน้ำหนักได้มากกว่าการก่ออิฐทั่วไป

แม้ว่าวัสดุ Prefabrication และ Modular จะมีคุณสมบัติที่ดีกว่าการก่อสร้างแบบดั้งเดิม แต่จากผลสำรวจความสนใจของผู้บริโภคในการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างของ SCB EIC พบว่า ยังมีผู้บริโภคจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งที่ไม่สนใจ และไม่แน่ใจในการใช้งานวัสดุประเภทดังกล่าวสร้างบ้าน เนื่องจากมีความกังวลด้านความคงทน และอายุการใช้งานของโครงสร้างสำเร็จรูปมากที่สุด รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเผชิญปัญหาจากการใช้งาน โดยเฉพาะรอยรั่วซึมระหว่างรอยต่อโครงสร้าง รองลงมาเป็นความกังวลด้านความยืดหยุ่นของการปรับเปลี่ยนแบบ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการปรับปรุง หรือต่อเติมขยายพื้นที่บ้านสร้างเองในอนาคต และยังมีผู้บริโภคบางส่วนที่ยังไม่รู้จักวัสดุประเภทดังกล่าว

ทำอย่างไรจะขับเคลื่อนการผลิตและการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น ?
การผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต้องอาศัยการลงทุนในระยะแรก ซึ่งส่งผลให้มีราคาที่สูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไป แต่ก่อให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวโดยเฉพาะการใช้วัตถุดิบ การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต และเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงยังจำเป็นต้องพัฒนาทักษะแรงงาน ในการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ลดมลภาวะ ซึ่งต้องอาศัยการลงทุน และส่งผลต่อเนื่องให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ (Low-carbon steel) โดยใช้กระบวนการผลิตแบบ Direct Reduced Iron(DRI) โดยใช้ไฮโดรเจน แทนการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon capture and storage) จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการผลิตเหล็กปกติที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดEmission ราว 40% ในระยะแรกจากค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มในการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเหล่านี้มีแนวโน้มลดลงภายในปี 2050 โดยเฉพาะต้นทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ถูกลงจากการมีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ต้นทุนราคาพลังงานสะอาด และราคาไฮโดรเจนที่คาดว่าจะลดลงจาก 7 ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม จนเหลือ 1ดอลลาร์สหรัฐ/กิโลกรัม ส่งผลให้การผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกิดการประหยัดต่อขนาด ประกอบกับการผลิตเหล็กโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะต้องมีต้นทุนส่วนเพิ่มจากภาษีคาร์บอนที่มีการจัดเก็บตามปริมาณ CO2ที่ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการผลิตจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำในระยะข้างหน้ามีโอกาสต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเหล็กที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 5%

ทั้งนี้ต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้นในระยะแรก จะส่งผลให้ราคาจำหน่ายวัสดุก่อสร้างดังกล่าวมีแนวโน้มสูงกว่าวัสดุก่อสร้างทั่วไป ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดในการใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่เมื่อคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะการประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับค่าพลังงานไฟฟ้าจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร การลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา/ซ่อมแซมอาคาร และสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้มีสุขภาวะในการทำงานและการอยู่อาศัย รวมถึงยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาคารหรือที่อยู่อาศัยจากการกำหนดอัตราค่าเช่าได้สูงกว่าอาคารทั่วไปสำหรับองค์กรหรือหน่วยธุรกิจที่ต้องการภาพลักษณ์ที่ดีในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของอาคารหรือที่อยู่อาศัยในกรณีที่มีการขายต่อในอนาคต ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

SCB EIC มองว่าการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในไทย ยังต้องอาศัยการส่งเสริมจากทั้งภาครัฐ และความร่วมมือจากภาคธุรกิจ เพื่อกระตุ้นให้มีดีมานด์เพิ่มขึ้นภาครัฐได้มีการส่งเสริมให้มีการใช้งานวัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อย Emission ในปริมาณต่ำ อาทิ Low-carbon steel ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ผ่านการกำหนดสัดส่วนวัสดุก่อสร้างฉลากเขียวที่ต้องใช้ภายใต้ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างของโครงการภาครัฐ รวมถึงแนวโน้มการก่อสร้างอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแรงผลักดันมาจากเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (Building Energy Code: BEC)จะเป็นปัจจัยหนุนให้อุปสงค์และอุปทานของวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถขยายตัวได้อย่างไรก็ตาม มาตรฐานสำหรับที่อยู่อาศัยเป็นการบังคับใช้กับอาคารชุดตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร ขึ้นไปทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการกำหนดเกณฑ์ TREES for Home (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability) ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองด้านการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารขนาดเล็ก ที่มีพื้นที่ใช้สอย รวมที่จอดรถไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร โดยมีข้อกำหนดการให้คะแนนในด้านการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหากมีการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีฉลากเขียวซึ่งยังต้องอาศัยการพัฒนาโครงการในกลุ่มนี้ให้เกิดความแพร่หลายต่อไป เพื่อหนุนให้อุปสงค์และอุปทานของวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถขยายตัวได้มากขึ้น

สำหรับความต้องการใช้งานของภาคครัวเรือนหรือผู้บริโภคทั่วไป ยังคงเป็นการใช้งานตามความสมัครใจ ซึ่งต้องอาศัยความตระหนัก ความรู้ความเข้าใจ รวมถึงกำลังซื้อในการหันมาเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยกดดันในการตัดสินใจใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อวัสดุก่อสร้างประเภทดังกล่าวอีกทั้งจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าการใช้งานและคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้างประเภทดังกล่าวมีคุณสมบัติที่เทียบเท่า หรือดีกว่าวัสดุก่อสร้างแบบดั้งเดิมอย่างไร เช่น มีความแข็งแรง อายุการใช้งานยาวนานกว่าสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งก่อให้เกิดความคุ้มค่าหากจะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นจากเดิม

ทั้งนี้ผู้ผลิตควรสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน และคุณสมบัติพิเศษของวัสดุก่อสร้างดังกล่าวกับผู้บริโภคให้เกิดการรับรู้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยมีการแสดงผลการทดสอบ และการรับรองคุณภาพที่น่าเชื่อถือ รวมถึงหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน และสามารถกำหนดราคาได้อย่างเหมาะสมในระดับที่ผู้ผลิตสามารถแข่งขันได้ และผู้บริโภคก็สามารถจับจ่ายสินค้าดังกล่าวได้ด้วยเช่นกันรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนการวางจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ดังเช่นในกรณีของการเพิ่มสัดส่วนวางจำหน่ายปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ตามมาตรการเพิ่มการใช้งานปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกในประเทศ ซึ่งจะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนการใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขยายตัว

อย่างไรก็ดี ภาครัฐสามารถออกมาตรการสนับสนุนการใช้งานวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานTREES for Home รวมถึงมาตรการจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น มาตรการอุดหนุนครัวเรือนในการซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาตรการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปลดหย่อนภาษีเงินได้

Green living ความต้องการวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น

ซีพี ออลล์ นำทัพภาคีเครือข่ายโรงเรียน-ชุมชน-องค์กรไร้ถัง Kick off โครงการ Green Living “รักษ์เกาะ 24 ชั่วโมง” นำร่องแก้ปัญหาขยะบนเกาะพะงันอย่างยั่งยืน

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact