ปี 2564 การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวพุ่งสูงถึง 414 ล้านครัวเรือนทั่วโลก!
ตัวเลขนี้ไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น เพราะ Euromonitor มีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 จำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 30%
ไม่ใช่แค่สถิติที่น่าสนใจ แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเทรนด์ Solo Economy ที่เกิดขึ้นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19ได้เร่งให้เทรนด์นี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และข้อจำกัดในการรวมกลุ่มทำให้การใช้ชีวิตแบบ “คนเดียว”กลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ที่ผู้คนปรับตัวและยอมรับได้อย่างรวดเร็ว
หลังโควิด-19 พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ลดลง แต่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในระยะยาวผู้คนเริ่มมองว่า“การอยู่คนเดียว”ไม่ได้แปลว่าขาดสังคม แต่คือความอิสระและความยืดหยุ่นในการจัดการชีวิตตัวเองได้ตามต้องการ
สำหรับประเทศไทย ครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวมีสัดส่วนมากขึ้นเช่นกัน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี2565 มีครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวจำนวนกว่า 7 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.1 ของครัวเรือนทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16.4 ในปี 2555 ซึ่งครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวส่วนใหญ่เป็นคนโสด
ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (United Nations) เผยว่าปี 2023 มีประชากรโลกที่ครองตัวเป็นโสดมากถึง 2.12 พันล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 พันล้านคนภายในปี 2030
สิ่งที่น่าสนใจคือ เทรนด์นี้กำลังพัฒนาไปสู่ความเคยชิน และเมื่อไลฟ์สไตล์กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนจำนวนมาก มันไม่ใช่ “กระแส” แต่เป็นโอกาสที่ทุกธุรกิจต้องจับตา
จาก Solo Customer สู่ Solo Economy
อะไรทำให้เทรนด์ Solo Economy กำลังเปลี่ยนจาก “ความแปลกใหม่” เป็น “ความปกติ” ?
ปัจจัยแรกคือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบทำให้คนต้องการ “Me Time” (เวลาเพื่อตัวเอง) มากขึ้น อีกทั้งค่านิยมที่เปลี่ยนไปทำให้คนรุ่นใหม่มองว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้วัดจากการมีครอบครัวอีกต่อไป แต่คือการที่เราสามารถนิยามความสุขในแบบของตัวเองได้ คนรุ่นใหม่หลายคนจึงเลือกที่จะครองตัวเป็นโสดหรือใช้เวลาคนเดียว เนื่องจากต้องการลดความซับซ้อนและเพิ่มความยืดหยุ่นในชีวิต
ปัจจัยที่ 2 คือเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิต แพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการที่ตอบสนองความต้องการได้ทันที ตั้งแต่การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี การจองที่พัก ไปจนถึงการดูคอนเสิร์ตแบบไลฟ์สตรีม
อีกปัจจัยที่สำคัญคือเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนทางรายได้และภาระทางการเงินทำให้หลายคนชะลอการสร้างครอบครัวและหันมาให้นิยามความสุขในแบบของตัวเองมากขึ้น
เมื่อยุคนี้ “คนเดียว” ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป แต่กลายเป็นวิถีชีวิตที่กำลังสร้างโอกาสให้ธุรกิจทั่วโลก Solo Customers หรือกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกใช้ชีวิตด้วยตัวเอง พวกเขาไม่ต้องการพื้นที่ใหญ่โต เน้นความสะดวกสบาย ต้องตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวที่สำคัญต้องมีอิสระที่จับต้องได้
และนี่คือ 4 ห้องหัวใจโอกาสทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ Solo Customers

Solo Dining เมื่อพูดถึงการทานอาหารคนเดียว หลายคนอาจนึกถึงภาพพนักงานออฟฟิศที่เร่งรีบ กินข้าวในฟู้ดคอร์ทแบบรีบกินรีบกลับ หรือแม้แต่การสั่งฟาสต์ฟู้ดขึ้นโต๊ะทำงานในช่วงพักเที่ยง แต่ทุกวันนี้ การทานอาหารคนเดียวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความจำเป็น แต่ได้กลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่หลายคนเลือกเพราะ“อยากอยู่คนเดียว”ไม่ใช่ “ไม่มีใครอยู่ด้วย”
ก่อนสถานการณ์โควิด-19 การทานอาหารคนเดียว หรือ Solo Dining อาจถูกมองเป็นเรื่องผิดปกติ บางคนอาจรู้สึก “แปลก”เมื่อเห็นคนทานอาหารคนเดียวในร้านอาหาร หรือมีความกังวลว่า “คนอื่นจะมองว่าเหงาไหม?”แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เมื่อการเว้นระยะห่างทางสังคมกลายเป็นเรื่องจำเป็น คนเริ่มชินกับการใช้เวลาคนเดียว และการออกไปทานอาหารตามลำพังก็กลายเป็นทางเลือกที่สะดวกและปลอดภัย
ที่สำคัญคือสมาร์ตโฟน ได้เข้ามาเป็น “เพื่อนร่วมโต๊ะ”ที่เติมเต็มช่วงเวลาความเงียบในการกินข้าวคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นการไถฟีดโซเชียล ดูซีรีส์ หรือแม้แต่ทำงานผ่านมือถือ การทานอาหารคนเดียวจึงไม่ใช่การอยู่ลำพัง แต่เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้คนได้พักผ่อนและจัดการชีวิตตัวเอง
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีอีกปัจจัยสำคัญ นั่นคือการเติบโตของ Solo Economy ทำให้ร้านอาหารเริ่มหันมาออกแบบบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนี้โดยเฉพาะ “Table for One” กับโมเดลธุรกิจที่ปรับตัว อย่างในเกาหลีใต้ วัฒนธรรม “ฮนบัพ” (Honbap) หรือการทานข้าวคนเดียวไม่ใช่เรื่องที่แปลกอีกต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ร้านอาหารหลายแห่งในเกาหลีได้มีการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เช่น มีเมนูอาหารสำหรับทานคนเดียว หรือแม้แต่ร้านอาหารในเครือห้างล็อตเต้ก็มีการลดจำนวนโต๊ะอาหารสำหรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ และแทนที่ด้วยฉากกั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนพื้นที่สำหรับลูกค้าที่มาทานอาหารคนเดียวมากขึ้น
เช่นเดียวกับในญี่ปุ่น กระแส Ohitorisama ทำให้เกิดแนวคิดของร้านอาหารสำหรับนั่งทานคนเดียว เช่น ฮิโตริ ยากินิกุ (Hitori Yakiniku) ปิ้งย่างคนเดียว หรือฮิโตริ ชาบู (HitoriShabu) กินชาบูคนเดียว
สำหรับในไทย เริ่มมีโมเดลธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบใหม่ๆ เพื่อรับเทรนด์ Solo Dining ในลักษณะ New Concept Store เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการคนเดียวมากขึ้น มีอุปกรณ์ต่างๆ บนโต๊ะอาหาร เช่น หม้อต้มชาบูหรือกระทะปิ้งย่างส่วนตัวซึ่งรูปแบบร้านอาหารในลักษณะนี้ได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี แก้ Pain Pointsเรื่องการทำอาหารทานคนเดียวที่บ้าน มองว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เสียเวลาและไม่คุ้มเหนื่อย
ร้านอาหารบางแห่งมองว่า ลูกค้าที่มาคนเดียว ทำให้เกิดการเสียโอกาสของพื้นที่ให้บริการ แต่ผู้ประกอบการหลายคนเชื่อว่าหากให้บริการลูกค้าที่มาคนเดียว พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าชั้นดี และกลับมาอุดหนุนซ้ำในอนาคต
แนวทางการปรับตัวของธุรกิจร้านอาหารเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การออกแบบร้านให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว และเพิ่มประสบการณ์ที่สะดวกสบายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มต้นจากการปรับรูปแบบโต๊ะและ Layout ภายในร้านอาหาร เพิ่มสัดส่วนโต๊ะเดี่ยวเพื่อรองรับลูกค้าคนเดียวโดยเฉพาะ การจัดโต๊ะยาวในลักษณะบาร์ที่มาพร้อมฉากกั้น หรือการวางโต๊ะเดี่ยวเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายให้กับลูกค้ากลุ่มนี้
บรรยากาศภายในร้านก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ การปรับ Mood and Tone เช่น โทนสี แสงไฟ และเพลงพื้นหลังที่ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจจะช่วยสร้างความประทับใจที่ดีแก่ลูกค้า อีกทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบจองโต๊ะออนไลน์ สั่งอาหารผ่าน QR Code หรือการชำระเงินแบบไร้สัมผัส ก็ช่วยเพิ่มความสะดวกและความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้ายุคใหม่ นอกจากนี้ หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารยังสามารถยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารที่ทันสมัยอีกด้วย
Yakiniku Like คือตัวอย่างแบรนด์ที่ปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ใหม่นี้ได้อย่างน่าสนใจ ด้วยแนวคิด “กินปิ้งย่างคนเดียวได้ ไม่เขิน”เพราะรู้ว่าการ “กินปิ้งย่างคนเดียว”ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีเพื่อน แต่มันสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปการใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบายและการให้เวลากับตัวเองมากขึ้น
Solo Dining ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามกระแส แต่คือโอกาสที่ร้านอาหารสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดได้ การตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ากลุ่มนี้จะไม่เพียงสร้างความพึงพอใจ แต่ยังช่วยให้ธุรกิจเติบโตในยุคที่ความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายคือหัวใจสำคัญของการบริการ

Solo Traveler การเดินทางคนเดียว กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่เปลี่ยนมุมมองของผู้คนเกี่ยวกับการใช้เวลาส่วนตัว ข้อมูลจาก Booking.com เผยว่านักท่องเที่ยวที่เลือกเดินทางแบบนี้เพิ่มขึ้นจาก 14% ก่อนสถานการณ์โควิด-19 เป็น 23% ในปี 2021
คุณมัณฑิตา จินดา Founder and MD, Digital Tips Academy กล่าวถึงปัจจัยบวกที่สนับสนุนการเดินทางแบบ Solo Traveler คือความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องปรับตัวตามใคร และไม่ต้องทนกับแผนการเดินทางที่เราไม่ได้อยากไปความยืดหยุ่นในการเลือกจุดหมายปลายทางและกิจกรรมที่ต้องการทำ ทำให้ Solo Travelerสามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแผนกลางคันหรือเลือกสิ่งที่อยากทำได้ทันที
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การเดินทางคนเดียวสะดวกยิ่งขึ้นคือเทคโนโลยี แอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Travelokaหรือ Agodaช่วยจัดการแผนการเดินทางครบวงจร ตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไปจนถึงแนะนำกิจกรรมในพื้นที่หรือ Google Translate ที่ช่วยแก้ปัญหาด้านภาษาXe Currency สำหรับแปลงค่าเงิน และ Around Me ที่ช่วยค้นหาสถานที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว
บวกกับปัจจุบัน คอนเทนต์ที่แชร์ประสบการณ์เดินทางคนเดียวเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ผลักดันเทรนด์นี้ให้ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นThe Gaijin Trips แบกเป้เที่ยวคนเดียว, I Roam Alone หรือ Pigkaploy ที่ไม่เพียงสร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังตอกย้ำว่าวิถีชีวิตแบบ Solo Travelerเป็นเรื่องที่เป็นไปได้จริง แถมยังเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับครีเอเตอร์ผ่านการสนับสนุนจากแบรนด์ต่างๆ
ข้อแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ คุณมัณฑิตา เผยว่า “ต้องทำความเข้าใจอินไซต์ของคนที่มาเที่ยวคนเดียว เพราะเขาจะมีความต้องการที่แตกต่างจากคนที่มาเป็นคู่หรือมาเป็นกลุ่ม พวกเขามองหาประสบการณ์ที่มีความยืดหยุ่นและไม่อยากรู้สึกถูกบังคับต้องปรับแผนตามใครความต้องการเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวต้องการอิสระในการเลือกกิจกรรมหรือการเดินทางอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือยึดติดกับแผนการของผู้อื่น”
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับนักเดินทางกลุ่มนี้ ปรับแพ็กเกจทัวร์ที่ตอบโจทย์ Solo Traveler เช่น ทัวร์กลุ่มเล็กที่ยังคงให้ความรู้สึกส่วนตัว หรือบริการที่ใส่ใจด้านความปลอดภัยสำหรับนักเดินทางหญิงโดยเฉพาะ

“ในมุมมองเชิงจิตวิทยา การเปลี่ยนแปลงในการเลือกท่องเที่ยวคนเดียวเกิดจากแรงจูงใจที่เน้นเรื่องการดูแลMental Health มากขึ้น หลังจากที่หลายคนต้องเผชิญกับความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งความเครียดจากการทำงาน การเที่ยวคนเดียวช่วยให้พวกเขามีโอกาสพักผ่อนและเติมเต็มตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่หลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้บริโภคหลายคนยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะมีโอกาสแบบนี้อีกเมื่อไหร่ ดังนั้น ผู้คนในยุคนี้มองหาการท่องเที่ยวเพื่อการทดสอบตัวเองและการค้นหาความสุขส่วนตัว เป็นการลงทุนกับตัวเองมากขึ้น เพราะการเดินทางไม่ใช่แค่การไปไหนมาไหน แต่เป็นการเปิดประสบการณ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิถีชีวิตได้”
การเดินทางคนเดียวไม่ได้เป็นเพียงกระแสที่มาแล้วไป แต่กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนถึงความต้องการใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ความพร้อมของเทคโนโลยีและการปรับตัวของธุรกิจทำให้การเดินทางคนเดียวกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อค้นหาตัวตนใหม่ ผจญภัยในโลกกว้าง หรือแค่พักผ่อนกับตัวเอง
สิ่งนี้ทำให้ Solo Traveler กลายเป็นกลุ่มที่ธุรกิจต่างๆ รวมถึงโรงแรมต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะนักเดินทางกลุ่มนี้มีความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นชัดเจน
Solo travel hotel Solo Traveler กลุ่มเป้าหมายที่ธุรกิจโรงแรมไม่อาจมองข้าม จำเป็นต้องปรับตัวโดยการนำเสนอธุรกิจและบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปสิ่งที่นักเดินทางคนเดียวให้ความสำคัญที่สุดคือ “ความอิสระ”ทั้งในด้านการตัดสินใจและประสบการณ์การเข้าพัก ผู้ประกอบการอาจเพิ่มสัดส่วนห้องพักที่เป็นประเภทห้องเดี่ยวหรือเตียงเดี่ยว (Single bedroom) มากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดโต๊ะทานอาหารเป็นโต๊ะเดี่ยวสำหรับนั่งทานคนเดียวพร้อมเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกและมีเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆภายในบริเวณโรงแรมและห้องพัก ไม่ว่าจะเป็น Self-service เช่น คีออสเช็กอิน หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยจัดการทุกขั้นตอนการเข้าพัก เพื่อลดการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็น
ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวคนเดียวก็ไม่ได้ต้องการความโดดเดี่ยวเสมอไป ควรมีการนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงแรมที่เปิดโอกาสให้ได้พบปะผู้คนใหม่ๆ เช่น คลาสการทำสมาธิ สปา โยคะ ฟิตเนสWorkshop สอนการจัดดอกไม้ ทำงานศิลปะ หรือคลาสสอนทำอาหารท้องถิ่นเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่หลายโรงแรมนำมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้ลูกค้า
การปรับตัวของธุรกิจโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคนเดียวจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มฟีเจอร์หรือบริการใหม่ๆ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าความอิสระ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับกลุ่มที่เดินทางคนเดียว

Solo Living อสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเจาะกลุ่มคนโสดหรือผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังมากขึ้นเรื่อยๆด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปคนกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาแค่ที่พักอาศัย แต่ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตที่ต้องการอิสระ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย
คนโสดหรือคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวมองว่า“การเช่า”เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า “การซื้อ”เนื่องจากช่วยลดภาระทางการเงินในระยะยาวข้อมูลของ DDproperty เผยว่าคนโสด 14% มีแผนจะเช่าที่อยู่อาศัยในปีถัดไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 10% เหตุผลหลักคือไม่ต้องการแบกรับภาระหนี้สินในระยะยาวอีกทั้งการเช่าเพิ่มความคล่องตัวในการโยกย้ายหากต้องการเปลี่ยนทำโลเคชันหรืองานใหม่ โครงการที่ได้รับความนิยมจะอยู่ในทำเลดี เดินทางสะดวก อยู่ใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ เช่น คอมมูนิตี้มอลล์หรือสถานบันเทิง จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะอย่าง BTS หรือ MRT ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวและลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว
รวมถึงโครงการ Pet-Friendly ที่ตอบโจทย์คนโสดหรือคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวที่รักสัตว์ ข้อมูลระบุว่าคนโสดกว่า 33% ต้องการฟิลเตอร์สำหรับคัดกรองโครงการที่เลี้ยงสัตว์ได้ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่ให้เลี้ยงสัตว์ได้ แต่ยังสร้างชุมชนคนรักสัตว์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ เช่น สนามวิ่งเล่นสำหรับสัตว์หรือพื้นที่อาบน้ำสัตว์
การออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะกับคนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของขนาดพื้นที่ แต่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในเชิงลึก ไลฟ์สไตล์ของคนโสดไม่ได้หมายถึงความโดดเดี่ยว แต่เป็นการหาพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและสร้างความสุขในแบบของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นการเช่า การเลือกพื้นที่ปลอดภัย การเลี้ยงสัตว์ หรือการอยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนโสดไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่สะท้อนถึงการปรับตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
ตัวอย่างธุรกิจเหล่านี้ คือบางส่วนของโมเดลธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นท่ามกลางSolo Economy ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกการเติบโตของกลุ่มคนโสดและคนที่เลือกใช้ชีวิตแบบตัวคนเดียว ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม แต่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมของผู้บริโภคใหม่ๆ
ในอนาคต Solo Economy อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มคนโสดหรือคนที่เลือกอยู่คนเดียวแต่จะกลายเป็นไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ผู้คนทุกช่วงวัยนำมาปรับใช้ ความอิสระ ความยืดหยุ่น และการดูแลตัวเองในแบบที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะตัว เป็นแนวทางที่ธุรกิจทุกภาคส่วนต้องคำนึงถึงในการออกแบบสินค้า บริการ และกลยุทธ์การตลาดเพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคยุคใหม่นี้
