“Beyond the Horizon” หรือ “เหนือเส้นสุดขอบฟ้า” เป็นคำอุปมาที่หมายถึงการมีบางสิ่งอยู่ไกลออกไปจนเรามองไม่เห็น หรือที่เรียกว่าระยะอนันต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจินตนาการต่างๆ นานา ของผู้คนที่กำลังทอด สายตาออกไป
ช่วงเวลาที่ผู้คนได้ทอดสายตาและหยุดคิดนี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เสมือนเป็นการหยุดพักการทำงานของร่างกายและจิตใจ
เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่เรามักจะรู้สึกดีเวลาที่ได้มีโอกาสมองเส้นขอบฟ้าที่ริมชายหาด หรือมองทิวเขาจากจุดชมวิว เพราะเป็นการพักสายตาจากธรรมชาติที่อยู่มีรอบตัว
การมองไกลถือเป็นการผ่อนคลายและถนอมสายตาตามหลัก 20-20-20 ที่แพทย์มักจะแนะนำให้กับคนทั่วไป คือควรพักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที ด้วยการมองสิ่งอื่นๆ เช่น มองต้นไม้ หรือจุดสนใจอื่นๆ 20 วินาที หรือมองวัตถุที่อยู่ไกลกว่า 20 ฟุต หรือ 6 เมตร เพื่อพักสายตา
มาถึงปัจจุบัน ยุคที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่พักอาศัญอยู่ในเมืองใหญ่ หรือที่เรียกว่ามหานคร โอกาสที่คนเมืองทั่วไปจะสามารถผ่อนคลายจากการมองวิวสวยๆ ไกลๆ นั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะโครงสร้างของเมืองและประชากรที่หนาแน่น ทุกพื้นที่ล้วนเต็มไปด้วยอาคารที่สร้างติดๆ กันมากมาย เรียกว่าคนที่โชคดีมีโอกาสได้มองวิว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่พักหรือทำงานบนอาคารสูงเท่านั้น
Pain Point หรือข้อจำกัดนี้เองทำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ที่มีอาคารสูงกระจุกตัวอยู่เป็นจำนวนมากๆ นั่นคือการสร้างจุดขายที่เรียกว่า “Cityscape” หรือ “ทิวทัศน์ของเมือง” บนพื้นที่เล็กๆ อย่าง Rooftop หรือชั้นดาดฟ้าของอาคาร

จากบันทึกที่พอจะสืบค้นได้ ประวัติศาสตร์ของการดื่มและรับประทานอาหารบนดาดฟ้ามีมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษปี 1880 โดย Rudoph Aronson นักธุรกิจและวาทยกรที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กมีโอกาสได้เดินทางไปเยือนยุโรป และเห็นการแสดงดนตรีในสวน เขาพยายามทำแบบเดียวกันในแมนฮัตตันแต่สถานที่ไม่อำนวย จึงเปลี่ยนไปจัดการแสดงที่สวนบนหลังคาโรงละครคาสิโนของเขาบนถนนบรอดเวย์แทน
กระทั่งโลกพัฒนาขึ้น เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศในอาคารเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1940 และ 1950 เจ้าของและผู้ประกอบการโรงแรมและอาคารสำนักงานจำนวนมาก เลือกที่จะใช้ชั้นดาดฟ้าเป็นที่ติดตั้งอุปกรณ์ของเครื่องปรับอากาศ และเลือกที่จะย้ายสถานที่สำหรับดื่มเครื่องดื่ม รับประทานอาหาร และความบันเทิงไปไว้ภายในอาคารแทน
Rooftop เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งตามเมืองใหญ่ๆ หรือมหานครในช่วงไม่นานมานี้ เหตุผลมาจากผู้คนต้องการที่จะหลีกหนีจากความพลุกพล่าน วุ่นวาย และมองหาสถานที่พักผ่อนใกล้ตัวไม่ต้องเดินทางไกลๆ ซึ่ง Rooftop สามารถตอบโจทย์ความต้องการนั้นได้
Rooftop ได้กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่เป็นเสมือน Safe Zone ให้ผู้คนได้หลีกหนีจากความวุ่นวายขึ้นไปพักผ่อน และชาร์จแบตให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี
ช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ได้เห็นการเกิดขึ้นของการดื่มและรับประทานอาหารบนดาดฟ้า ซึ่งในระดับหนึ่งเริ่มต้นจากการปรับปรุงพื้นที่ดาดฟ้าของอาคารสำนักงานเชิงพาณิชย์เก่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาก่อนอย่างประสบความสำเร็จ

ในเอเชียเมืองใหญ่หลายเมือง อาทิ โตเกียว, โซล, ฮ่องกง, สิงคโปร์ รวมถึงกรุงเทพฯ ต่างก็หยิบฉวยโอกาสจากปรากฏการณ์นี้
เชื่อหรือไม่ว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีอาคารที่มีความสูงเกิน 161 เมตรถึง 100 อาคาร
ข้อมูลจากเว็บไซต์ skyscrapercenter รายงานว่า ตึกสูงเหล่านี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 93 ตึก และเมืองพัทยาอีก 7 ตึก ซึ่งรูปแบบของอาคารก็มีทั้งอาคารที่เป็นมิกซ์ยูส, อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัย
อาคารสูงเหล่านี้ได้กลายมาเป็นทำเลทองสำหรับทำ Rooftop Bar เป็นอย่างดี
แน่นอนว่าอาคารสร้างใหม่ส่วนใหญ่จะมีการวางแผน กันพื้นที่สำหรับทำ Rooftop ไว้อยู่แล้ว แต่ก็มีอาคารเก่าหลายแห่งด้วยกันที่มีการปรับปรุงชั้นดาดฟ้ามาเป็น Rooftop Bar แทนที่จะเอาไว้วางชิลเลอร์เครื่องปรับอากาศ
ปัจจุบันตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ Magnolias Waterfront Residences 1 มีความสูงอยู่ที่ 315 เมตร แต่อาคารหลังนี้เป็นอาคารที่อยู่อาศัยคนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปได้
ส่วนอาคารที่สูงรองลงมาและมี Rooftop Bar ที่สูงที่สุดก็คือ โครงการ Mahanakhon ซึ่งมีความสูงอยู่ที่ 314 เมตร ซึ่งมีการใช้พื้นที่ชั้นดาดฟ้าชั้น 78 เป็น Rooftop Bar ในชื่อ Mahanakhon Bangkok SkyBar ซึ่งถือเป็น Rooftop Bar ที่สูงที่สุดในอาเซียนอีกด้วย
กรุงเทพฯ ยังมี Rooftop Bar บนยอดตึกสูงซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอีกมากมาย อาทิ Vertigo and Moon Bar Rooftop ที่ตั้งอยู่บนชั้น 61 โรงแรม Banyan Tree Bangkok, Sirocco ที่ตั้งอยู่บนชั้น 64 State Tower Bangkok, CRU Champagne Bar ที่อยู่บนชั้น 59 ของ Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld ฯลฯ

ถ้าถามว่าเสน่ห์ของ Rooftop Bar คืออะไร ก็พอสรุปมัดรวมเป็นปัจจัยหลักๆ ได้ดังนี้
1. ขายประสบการณ์ แน่นอนว่าความสวยงามยามอาทิตย์อัสดง ถ้าใครมีโอกาสได้มองและเก็บเกี่ยวบรรยากาศนี้บนยอดตึกสูงจะเป็นการเพิ่มอรรถรสเป็นพิเศษ Rooftop Bar จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่หรูหรา, โรแมนติก หลายคนมักจะเลือกไป Rooftop Bar ในโอกาสพิเศษ เช่น วันเกิด, ครบรอบแต่งงาน หรือแม้กระทั่งใช้เป็นสถานที่คุกเข่าขอแต่งงาน
2. ขายความเป็น Exclusive ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดของพื้นที่ที่จำกัด, ความสูงที่โดดเด่น ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ Rooftop Bar สามารถตั้งราคาขายอาหารและเครื่องดื่มได้ในราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าร้านอาหารทั่วไป การสกรีนลูกค้าด้วยราคานี้เองทำให้ Rooftop Bar สามารถขายความเป็น Exclusive ให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้เป็นอย่างดี
3. ขายคอนเทนต์ ในยุคที่ประสบการณ์และช่วงเวลามักจะถูกถ่ายทอดผ่านโซเชียลมีเดีย การโพสต์ภาพบรรยากาศที่เห็นบาร์บนดาดฟ้า หรือโพสต์ภาพตัวเองถือแก้วแชมเปญกับวิว Cityscape แบบวิวแบบพาโนรามาในโลกโซเฃียลก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ทำให้ Rooftop Bar เป็นที่นิยมขึ้นมา
เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้ Rooftop Bar เป็นธุรกิจดาวรุ่งที่น่าจับตามอง

การได้รับความนิยมของ Rooftop Bar ทำให้ในปัจจุบันจุดขายของร้านอาหารหรือบาร์บนชั้นดาดฟ้านี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะกับอาคารสูงๆ เท่านั้น
พบว่ามีร้านอาหารขนาดเล็กที่อยู่ในอาคารพาณิชย์สูงไม่กี่ชั้น แต่อยู่ใกล้กับสถานที่สำคัญที่เป็นแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ ก็อาศัยกระแสเหล่านี้ โดยการปรับพื้นที่ชั้นดาดฟ้ามาทำเป็นโซน Rooftop Bar เช่นกัน ที่นิยมมากหน่อยก็จะเป็นในย่านพระนคร, ย่านถนนนานา หรือแม้แต่โซนร้านอาหารที่ติดกับรถไฟฟ้าก็มีหลายร้านที่หยิบเอามาเป็นจุดขาย
Rooftop Bar จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงพื้นที่ชั้นดาดฟ้าให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
sourcesource