“แสนสิริ” ได้ไปต่อหลังประกาศตัวเลขยอดขายปี 2567 รวมถึง 50,000 ล้านบาท และยอดโอน (รวมโครงการร่วมทุน) อยู่ที่ 43,700 ล้านบาท สามารถ Sold Out ได้ถึง 25 โครงการ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท จากการเพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการ โดยเฉพาะโครงการแนวราบ รวมทั้งการใช้เงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภ าพและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูง
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ไฮไลต์ความสำเร็จในปีที่ผ่านมาว่ามาจากแสนสิริรุกหนักแผน Strategic Location โดยชู “ภูเก็ต” และ “เชียงใหม่” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขยายธุรกิจในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แสนสิริสร้างยอดขายในตลาดต่างจังหวัดได้ถึง 10,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 120% โดยเฉพาะ ภูเก็ต ซึ่งเป็นทำเลที่มีการเติบโตสูง ซึ่งแสนสิริยังได้เปิดตัว “The Society” โซเชียล สเปซ แห่งแรกของแสนสิริในภูเก็ต ใจกลางย่านบางเทา – เชิงทะเล โลเคชันมาแรงที่ได้รับความสนใจและเติบโตสูงสุดในภูเก็ตในช่วงปลายปีที่ผ่านมาอีกด้วย
และในปี 2568 แสนสิริ ตั้งเป้าหมายยอดขาย 53,000 ล้านบาท เป้าหมายยอดโอน 46,000 ล้านบาท จากแผนเปิดตัว 29 โครงการใหม่ มูลค่า 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 14 โครงการ และคอนโดมิเนียม 15 โครงการ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัดส่วนโครงการกลุ่มพรีเมียมเพิ่มขึ้นเป็น 57% มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
ยกตัวอย่างโครงการแนวราบเดินหน้าเปิดตัว 14 โครงการ มูลค่า 31,600 ล้านบาท ครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ที่แสนสิริบุกตลาดพรีเมี่ยมและมีเดียมครอบคลุมทุกทำเลมากที่สุด โดยมีไฮไลต์ที่โปรดักท์บ้านเดี่ยวแบรนด์ “นาราสิริ” 3 โครงการใหม่ ราคาเริ่ม 60-150 ล้านบาท, แบรนด์ DEMI ลักซ์ชัวรี เรสซิเดนท์ ราคาเริ่ม 27.9 ล้านบาท และการกลับมาของแบรนด์ “บุราสิริ” ราคา 13.5-25 ล้านบาท พร้อมขยายแบรนด์เศรษฐสิริ ออกต่างจังหวัดครั้งแรกที่ภูเก็ต ราคา 12-20 ล้านบาท

ผู้บริหารแสนสิริชี้ว่า แม้ปีนี้จะมีความท้าทายไม่ต่างจากปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกจากโครงการภาครัฐ อาทิ คุณสู้เราช่วย ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเล็กน้อย รวมถึงอานิสงส์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทำให้เกิดดีมานด์อสังหาแนวรถไฟฟ้าและคอนโดกลับมาคึกคัก ในขณะที่ตลาดเช่าเติบโต เนื่องจากการท่องเที่ยวขาขึ้น จนเกิดการลงทุนใหม่ๆ เพื่องรองรับจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ Yield การซื้ออสังหาเพื่อปล่อยเช่าโตขึ้นตามไปด้วย
การเดินหมากอย่างระมัดระวัง ยังทำให้แสนสิริบริหารความเสี่ยงทางการเงินด้วยการขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน โดยมีบริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเซีย ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็น Partner ใหม่รายล่าสุด เพิ่มจาก Partner เดิมที่มีอยู่ คือ บีทีเอส กรุ๊ป, โตคิว คอร์ปอเรชั่น และ เอ็กซ์สปริง แคปิตอล ซึ่งปีนี้จะมีโครงการ Joint Venture ใหม่ 7 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท