หลังการเข้ามาถือหุ้น 51% ในบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด เชนร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ยอดนิยมของประเทศไทย ของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “ซีอาร์จี” เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2565 นั้น ถือเป็นอีกแรงส่งสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการรุกตลาดร้านอาหารของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จนผู้เล่นรายนี้มีการเติบโตของยอดขายอย่างน่าสนใจตลอดช่วง 3 ปีของการร่วมทุน
โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ผู้เล่นรายนี้มีรายได้รวม 2,100 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้ มีการวางเป้าหมายในการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 2,800 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็นการมองถึงการเติบโตท่ามกลางภาวะของตลาดที่ถูกมองว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งจากกำลังซื้อที่ลดลงของผู้บริโภค และต้นทุนของวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นนี้ ตามคำบอกเล่าของ ชนวีร์ หอมเตย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด นี้ เป็นการพบจุดลงตัวทั้งในเรื่องของการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมีแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ไล่ตั้งแต่กลุ่มแมส พรีเมียมแมส ไปจนถึงพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็น
แบรนด์ ชินคันเซ็น ซูชิ (Shinkanzen Sushi) ร้านอาหารญี่ปุ่น แบรนด์แรกของบริษัทที่ตอบโจทย์กลุ่มแมสในราคาที่เข้าถึงง่าย คือซูชิราคาเริ่มต้นที่ 11 บาท
แบรนด์ นักล่าหมูกระทะ (Nak-La Mookata) ร้านอาหารหมูกระทะในห้างที่จับกลุ่มแมส พร้อมกับนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการทานหมูกระทะ แก้ปัญหาความร้อนและกลิ่นควันติดตัว ด้วยการติดแอร์และฮู้ดดูดควัน รวมถึงบริการฟรีบาร์ผัก และน้ำจิ้มที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกทานได้ไม่อั้น เปิดให้บริการยาวถึงตี 2 ตอบโจทย์ลูกค้าสายนอนดึก
นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ (NAMA Japanese and Seafood Buffet) ร้านบุฟเฟ่ต์ที่มีไลน์อาหารพรีเมียม และบาร์ DIY ที่สามารถตักอิคุระได้ไม่อั้น ซึ่งได้รับความนิยมในโลกออนไลน์
คัตสึมิโดริ ซูชิ (Katsu Midori Sushi) ร้าานที่มีเอกลักษณ์ในกิจกรรมภายในร้าน และการใช้วัตถุดิบสดใหม่ นำเข้าจากต่างประเทศ เพิ่มความพิเศษให้กับทุกการรับประทาน แบรนด์ร้านอาหารประเภทซูชิสายพานระดับพรีเมียมแมส ที่ได้สิทธิ์นำเข้ามาทำตลาดในไทยจากประเทศญี่ปุ่น
ชนวีร์ บอกว่า การมีแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์เป็นข้อดีอย่างหนึ่งในการรุกตลาดที่เข้ามาช่วยทำให้การมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ทำได้ดีขึ้น อย่างการลงทุนขยายสาขาใหม่ในปีนี้ที่มีแผนจะเปิดเพิ่ม 16 สาขานั้น จะให้น้ำหนักไปที่การขยายสาขาของร้านนักล่าหมูกระทะถึง 10 สาขา เนื่องจากมองเห็นเทรนด์การเติบโตของแบรนด์นี้ ที่เป็นการเข้าไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีการใช้บริการร้านอาหารหลัง 22.00 น. เพิ่มมากขึ้น

การเปิดร้านนักล่าหมูกระทะเพิ่มขึ้น 10 สาขาในปีนี้ ทำให้นักล่าหมูกระทะจะมีสาขาเพิ่มจาก 12 สาขาในปัจจุบัน เป็น 22 สาขาภายในปีนี้ โดยการเปิดสาขาส่วนใหญ่จะเป็นการเปิดในศูนย์การค้าประเภทคอมมูนิตี้มอลล์ ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การบริโภคที่เปลี่ยนไปของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้บริการร้านอาหารหลัง 4 ทุ่มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้บริหารของเดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป บอกว่า จากสาขาที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีเพียงสาขาเดียวที่เปิดในศูนย์การค้าที่ให้บริการถึง 22.00 น. นั่นคือสาขาฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต นอกนั้นจะเป็นสาขาที่เปิดในคอมมูนิตี้มอลล์ และสาขาที่เปิดในศูนย์การค้า MBK ที่เปิดให้บริการถึงตี 3
นอกจากนี้ ยังมองถึงความเป็นไปได้ในการเปิดสาขาในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น หลังจากที่มีการออกไปเปิดสาขาที่เชียงใหม่ และขอนแก่น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยการเปิดสาขาในต่างจังหวัด จะมองถึงการเปิดควบคู่กับร้าน ชินคันเซ็น ซูชิ เพื่อทำให้การบริหารซัพพลายเชน และเรื่องของโลจิสติกส์ทำได้ง่ายขึ้น เพราะร้านอาหารทั้ง 2 แบรนด์ สามารถไปด้วยกันได้
“การมีซีอาร์จีเข้ามาถือหุ้นกับเรา ถือว่าเป็นการช่วยเติมเต็มในเรื่องของการรุกตลาดได้ค่อนข้างดี โดยเราไม่ต้องไปกังวลในเรื่องของการหาโลเคชันเพื่อเปิดสาขาใหม่ๆ เพราะได้ความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวจากซีอาร์จีเข้ามาช่วยสนับสนุน ทำให้เราสามารถโฟกัสในเรื่องของการบริหารด้านอื่นๆ อย่างการเติมเต็มร้านอาหารแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในพอร์ต การสร้างแบรนด์ หรือการหาไอเดียที่สดใหม่ให้กับลูกค้าได้”
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือการขยายสาขาในต่างจังหวัดที่แบรนด์ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับแมสสามารถไปเปิดได้ในโรบินสันไลฟ์สไตล์ โดยตามแผนที่วางไว้สำหรับแบรนด์ ชินคันเซ็น ซูชิ จะมีการเปิดเพิ่ม 5 สาขา จากปัจจุบันมี 47 สาขา ใน 11 จังหวัด ซึ่งการทำตลาดของชินคันเซ็น ซูชิ ในปีนี้ จะกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการเพิ่มเมนูที่เป็นซูชิในรูปแบบใหม่ๆ เข้ามามากขึ้น หลังจากที่ปีก่อนหน้านั้นจะมีการขยายไปทำเมนูอื่นๆ ที่ไม่ใช่ซูชิ การรุกตลาดของแบรนด์นี้จะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาออกไปในต่างจังหวัด เพื่อขยายฐานของแบรนด์ให้กว้างมากขึ้น

ขณะที่แบรนด์ที่เป็นพรีเมียมแมสอย่างคัตสึมิโดริ ซูชิ หลังจากเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ซึ่งใช้พื้นที่ถึง 700 ตร.ม. เพื่อเป็นสาขาต้นแบบให้กับแบรนด์นี้ ในปีนี้มีแผนที่จะเปิดสาขาของคัตสึมิโดริ ซูชิ เพิ่มอีก 2 สาขา ในขนาดพื้นที่ที่เล็กลงมาหน่อยเพื่อให้แมตช์ไปกับแต่ละโลเคชัน
“การเลือกนำแบรนด์ คัตสึมิโดริ ซูชิ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้น เป็นการมองเห็นช่องว่างของตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในเซกเมนต์ซูชิสายพานที่ยังมีการแข่งขันไม่รุนแรงนัก ประกอบกับเรามองเห็นว่าแบรนด์นี้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนไทยหลายคนที่เคยไปใช้บริการ เลยเลือกที่จะนำมาเป็นแบรนด์ที่ช่วยเติมเต็มการรุกตลาดในพอร์ตร้านอาหารของเรา โดยมีจุดขายที่สำคัญคือเรื่องของคุณภาพของสินค้าและราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเรามองว่า ความคุ้มค่าคุ้มราคานี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำตลาดในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวดีนัก”
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนารูปแบบการบริการร้าน นามะ เจแปนนิส ซีฟู้ด แอนด์ บุฟเฟ่ต์ ด้วยการขยายพื้นที่ขายโซนเอาท์ดอร์ (Outdoor) เพิ่มเติม พร้อมเปิดบริการในรูปแบบอิซากายะ (Izakaya)
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการมองถึงการขยายช่องทางการขาย Channel O2O (ONLINE TO OFFLINE) เพื่อเพิ่มช่องการการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE My Shop ที่ช่วยให้ขายสินค้าได้ง่าย รองรับพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ ที่ชอบความสะดวก สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน แคมแปญดึงดูดต่างๆ เช่น ส่วนลดสินค้าใหม่ หรือแจกคูปองดีลพิเศษในช่วงมหกรรมลดราคาวันพิเศษ เช่น 9.9 / 10.10 เป็นต้น
รวมถึงการให้ความสำคัญกับเรื่องของระบบสมาชิก (Loyalty Program) เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ ซึ่งแบรนด์มองว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ด้วยแต้มสะสมและสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก เช่น ส่วนลด หรือโปรโมชันเฉพาะสมาชิก อีกทั้งยังเป็นการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ให้ลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับแบรนด์อีกด้วย
ส่วนเรื่องของการสร้างแบรนด์นั้นจะมีการทำ Mascot Branding ด้วยแบรนด์นักล่าหมูกระทะ และคัตสึมิโดริ ซูชิ มีแมสคอตที่ Represent ตัวตนของแบรนด์กับ นักล่าหมูกระทะมี “น้องหมูน้อย” ที่มีบุคลิกซุกซน ทำให้แบรนด์ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และคัตสึมิโดริ ซูชิ มีตัวแทนแบรนด์คือ “คัตสึคุง” เชฟหมีจากญี่ปุ่น ที่มีบุคลิกน่ารัก สุภาพ พร้อมให้บริการลูกค้า เข้ามามีบทบาทในการโปรโมตส่งเสริมการขาย หรือกิจกรรมพิเศษที่ต้องการให้มีคนสนใจ และสร้างการจดจำ โดยมีแผนต่อยอดจัดทำ Souvenir อาทิ พวงกุญแจ ตุ๊กตา ของที่ระลึกต่าง หรือกล่องสุ่ม เข้ามาเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ และเพิ่มการรับรู้มากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ยังวางกลยุทธ์การร่วม Collaboration กับแบรนด์ชั้นนำหลากหลาย ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สดใหม่และน่าตื่นเต้น ตลอดจนสร้างกระแสในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

ชนวีร์ บอกว่า ยอดขาย 2,100 ล้านบาทที่ทำได้ในปีที่แล้ว มาจากแบรนด์ชินคันเซ็น ในสัดส่วน 75% นักล่าหมูกระทะ 17% นามะ 5.5% และอีก 1% มาจากคัตสึมิโดริ ซูชิ ส่วนในปีนี้ที่การรุกตลาดจะให้ความสำคัญกับการขยายสาขาของนักล่าหมูกระทะเพิ่มมากขึ้นถึง 12 สาขา ทำให้สัดส่วนรายได้จากแบรนด์นี้จะเพิ่มเป็น 20% ชินคันเซ็น 65% นามะ 5% และ คัตสึมิโดริ ซูชิอีก 10%
ส่วนความถี่ในการเข้ามาใช้บริการ ชินคันเซ็นจะมีความถี่เฉลี่ย 1 เดือนต่อครั้ง การใช้จ่ายต่อบิลอยู่ที่ 260 บาท ขณะที่นักล่าหมูกระทะ การใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือนจะอยู่ที่ 0.8 ครั้ง ต่อบิลที่ 260 บาท ที่เหลืออีก 2 แบรนด์ คือนามะ มีตัวเลขเฉลี่ยการใช้บริการ 0.5 ครั้งต่อเดือน หรือเฉลี่ย 2 เดือนต่อครั้ง มีตัวเลขต่อบิลที่ 1,200 บาท และสุดท้าย คัตสึมิโดริ ซูชิ มีตัวเลขต่อบิลอยู่ที่ 650 บาท
“เรายังคงมีการเดินหน้าขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการมองหาประเภทของร้านอาหาร และแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มในพอร์ต โดยดูที่เทรนด์ของทั้งตลาดและผู้บริโภคว่าจะไปในทิศทางใด ทั้งนี้ ตามแผนในอีก 5 ปีถัดจากนี้ไป เรามองถึงการเพิ่มยอดขายไปแตะที่ 4,000 - 5,000 ล้านบาท” ชนวีร์ กล่าวสรุป