สถิติจำนวนการเกิดของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.6 แสนคน ต่ำสุดในรอบ 70 ปี แต่ที่น่าสนใจคือตลาดผลิตภัณฑ์เด็กไม่ได้หดตัวตาม ตรงกันข้าม พ่อแม่ยุคใหม่กลับเลือกซื้อสินค้าคุณภาพสูงขึ้น และยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อลูก โดย 10 ปีที่ผ่านมา ยอดการใช้จ่ายสินค้าเด็กเพิ่มขึ้นถึง 30% นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอก เช่น มลภาวะ PM2.5 และโรคระบาด ยิ่งผลักดันให้พ่อแม่ยุคใหม่ได้ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเด็กมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ TINY NOSE เข้ามาตอบโจทย์ตลาดนี้
จาก Pain Point ของแม่ สู่แบรนด์ผู้ผลิตผ้าเปียกน้ำเกลือ
นาฎนุช วงศ์ศรีรุ่งเรือง Founder & CEO บริษัท เฌอร์คุณฎา จำกัด เล่าว่า “ตอนนั้นลูกมีปัญหาแพ้ง่าย และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ใช้สำลีกับน้ำเกลือทำความสะอาด แต่มันไม่สะดวก เลยคิดว่าน่าจะมีผ้าเปียกสูตรน้ำเกลือ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีในไทย ด้วยความที่เราเลี้ยงลูกเอง พอลูกใช้อะไรไม่ได้เราก็ศึกษาหาความรู้เอง และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อลูก”
ผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ TINY NOSE จึงเกิดขึ้นในปี 2016 และได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มพ่อแม่ที่มองหาสินค้าปลอดภัยสำหรับลูก และปี 2024 TINY NOSE ได้เปิดตัว Salinex Mist Baby สเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกสำหรับเด็ก
วรวิทย์ วงศ์ศรีรุ่งเรือง Director บริษัท เฌอร์คุณฎา จำกัด กล่าวว่า “เราตระหนักว่าภูมิแพ้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเด็ก ทำให้เราพัฒนาสเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกละอองหมอกสำหรับเด็กรายแรกและรายเดียวจากผู้ประกอบการไทย”
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ไม่ได้มองแค่ตลาดแม่และเด็ก แต่ยังเล็งเห็นโอกาสจากสังคมสูงวัย โดยวรวิทย์เล่าว่า “ลูกค้าของเราคือกลุ่มพ่อแม่ที่ซื้อให้ลูก ซึ่งก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่ซื้อของให้ปู่ย่า ดังนั้นสังคมสูงวัยคือโอกาส เพราะเราไม่ต้องพัฒนาอะไรใหม่มาก แค่ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็สามารถคิกออฟได้ทันที ซึ่งเป้าหมายของ TINY NOSE ในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการเป็นผู้นำในตลาด ENT (Ear, Nose, Throat : หู คอ จมูก) และขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น”

หลายคนอาจสงสัย ทำไม TINY NOSE ถึงเพิ่งมาทำแบรนด์ตอนนี้ วรวิทย์ เผยว่า “นั่นเพราะเราจะ 10 ปีแล้ว เราอยากเล่นใหญ่ ทำอะไรมากขึ้น ให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น”
ปีนี้ TINY NOSE จึงเดินเกมรุก ใช้ Character Marketing เป็นครั้งแรก โดยร่วมมือกับแอนิเมชันยอดนิยม Cocomelon เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับเด็กๆ และครอบครัว
โอกาสและอนาคตของ TINY NOSE ตลาดสเปรย์น้ำเกลือพ่นจมูกในไทยมีมูลค่าประมาณ 120 ล้านบาท และเติบโต 5-7% ต่อปี โดยมีผู้เล่น 6-7 ราย ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ต่างชาติ สิ่งที่ทำให้ TINY NOSE มีโอกาสเข้ามาแทรกตลาดได้คือ ราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ขณะที่ตลาดทิชชู่เปียก วรวิทย์เผยว่า การแข่งขันสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มราคาถูกตามตลาดนัดที่ขายกันเพียง 10-20 บาท แต่ TINY NOSE ไม่ได้แข่งขันในตลาดนั้น

“เราตั้งเป้ายอดขาย Salinex Mist Baby ในปี 2568 ไว้ที่ 120,000 - 140,000 ขวด และจะพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้ TINY NOSE เป็นแบรนด์อันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เด็กที่พ่อแม่ไว้วางใจ” วรวิทย์กล่าว
สำหรับเป้าหมายต่อไปคือ ขยายตลาดไปต่างประเทศ และเจาะตลาด B2B โดยมุ่งสู่กลุ่มคลินิกและโรงพยาบาล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อยอดจากฐานลูกค้าที่มีอยู่ ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนและความเข้าใจใน Pain Point ของผู้บริโภค TINY NOSE พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในผลิตภัณฑ์กลุ่ม ENT ภายใน 5 ปี