กลายเป็นกระแสที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก หลังจากที่สุกี้ตี๋น้อย มีการส่งผลิตภัณฑ์ชุดผักสุกี้และชุดผักสุกี้หม่าล่า ที่มาพร้อมน้ำซุป และน้ำจิ้มแบบครบชุด ในราคาชุดละ 139 บาท เข้าไปวางขายในเชนร้านค้าปลีกอย่างโลตัส และร้านค้าส่งแม็คโคร ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกและส่งที่อยู่ในเครือบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
แม้จะเป็นการส่งผลิตภัณฑ์เข้ามาวางขายในช่องทางร้านค้าปลีกหลังแบรนด์ใหญ่อย่าง MK Restaurants ที่ก่อนหน้านั้นส่งผลิตภัณฑ์หลายตัวเข้าไปวางขายในร้าน 7 –Eleven ไม่ว่าจะเป็นชุดผักสุกี้ น้ำจิ้มสุกี้ หรือแม้กระทั่งล่าสุด อย่างบะหมี่เกี๊ยวกุ้งของสุกี้ MK ที่เป็นการ Collaboration หรือจับมือร่วมกับทางซีพี ส่งสินค้าตัวนี้เข้ามาวางในร้าน 7 –Eleven
หรืออย่างล่าสุด ร้านอาหารอีสานอย่าง “ต่ำมั่ว” ในเครือเซ็นกรุ๊ป ก็มีการ Collab กับบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน) นำร่องที่แม็คโครและโลตัส ทุกสาขา ด้วยการส่งน้ำปลาร้าสูตรเด็ดแบรนด์ “ตำมั่ว” เข้าไปขายคู่กับชุดผักส้มตำพร้อมปรุง มี 2 ผลิตภัณฑ์ คือ “ชุดผักส้มตำปลาร้า” และ “ชุดผักส้มตำไทย” ในร้านของทั้ง 2 แบรนด์กว่า 1,500 สาขา
หลายคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมเรื่องดังกล่าวถึงกลายเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว บรรดาเชนร้านอาหารชั้นนำไม่ว่าจะเป็น MK บาร์บีคิวพลาซ่า หรือแม้กระทั่งร้านอาหารญี่ปุ่นของเครือไทยเบฟ ต่างก็มีการส่งน้ำจิ้มสูตรเด็ดของตัวเองเข้าไปวางขายในร้านค้าปลีกมาแล้ว

ครั้งนี้ อาจจะแตกต่างกันออกไปที่เป็นการส่งอาหารแบบเป็นแพ็กพร้อมปรุงเข้ามาวางขาย ซึ่งอาจจะสรุปคำตอบของเหตุผลในเรื่องนี้ออกมาได้ว่า
1.เป็นการทำ Brand Extensions ที่แบรนด์มุ่งพัฒนาแบรนด์เดิม และเพิ่มประเภทของผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งการมี แบรนด์หลักที่แข็งแกร่งนี้สามารถนำมาต่อยอดเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ โดยเป็นการมองถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากรายได้ในการขายอาหารที่ร้าน มาสู่การทำโปรดักต์ภายใต้แบรนด์ของร้านอาหารที่แข็งแกร่ง และเป็นที่ยอมรับเข้าไปวางขายในช่องทางร้านค้าปลีก
โดยในครั้งนี้ จะแตกต่างจากครั้งแรกที่เป็นการวางขายผลิตภัณฑ์น้ำจิ้มสูตรเด็ดของตัวเอง เนื่องจากในครั้งแรก การวางผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำจิ้มจะมีเชลฟ์ไลฟ์ หรืออายุของสินค้าที่วางขายยาวนานกว่าหลายแบรนด์ จึงเลือกใช้วิธีการให้บริษัทดิสทริบิวเตอร์เป็นคนกระจายสินค้า เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การขายมากขึ้น

อย่างกรณีของน้ำปลาร้าภายใต้แบรนด์ตำมั่ว ที่เลือกใช้บริษัทเดอเบลซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายในเครือทีซีพี เป็นคน ขายสินค้าเข้าสู่ร้านค้าปลีกทั้งโมเดิร์นเทรดและร้านค้าดั้งเดิม
ส่วนในครั้งนี้เป็นสินค้าที่มีอายุหรือเชลฟ์ไลฟ์ที่สั้นกว่า เนื่องจากในชุดประกอบไปด้วยเนื้อหรือผัก ที่ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในตู้แช่ของร้านค้าปลีกประมาณ 7 วัน จึงเลือกวิธีการในการทำตลาดหรือทำสินค้าออกมาขายผ่านการทำ Collaboration กับเชนค้าปลีก โดยแบรนด์ร้านอาหารจะเป็นคนซัพพลายวัตถุดิบให้ และเชนร้านค้าปลีกจะเป็นคนบรรจุในแพ็กเกจจิ้ง พร้อมกับกระจายสินค้าเข้าตู้แช่ในสาขาของตัวเองให้
รูปแบบการทำตลาดอย่างนี้ทั้งแบรนด์ร้านอาหาร และเชนร้านค้าปลีกต่างก็วิน-วินกันทั้งคู่ เพราะร้านอาหารจะได้ช่องทางขายที่เข้าถึงลูกค้าเพื่อผลักดันให้แบรนด์ของตัวเองเข้าหาพวกเขา
ส่วนเชนร้านค้าปลีกจะได้สินค้าใหม่ที่มีแบรนด์ของร้านอาหารที่เป็นที่ยอมรับเข้ามา Endorse ให้ทำให้ง่ายต่อการขายมากขึ้น และมีส่วนในการช่วยเพิ่มยอดขายได้ไม่ยากนัก
2. แม้จะมีต้นทุนในการเข้าไปวางขายค่อนข้างสูง ตามสไตล์การขายสินค้าในโมเดิร์นเทรดแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะนี่เป็นการนำเอาแบรนด์ร้านอาหารของตัวเองเข้าไป Engage กับลูกค้าที่ส่งผลต่อเรื่องการสร้างแบรนด์โดยตรง
ที่สำคัญยังทำให้แบรนด์ของตัวเองเข้าถึงทุกโมเมนต์ของลูกค้า แทนที่จะรอให้ลูกค้าเข้ามาหาและใช้บริการในร้านอาหารของตัวเอง เรียกได้ว่าช่วยผลักดันให้แบรนด์เข้าไปถึงก้นครัวในบ้าน และเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า ซึ่งส่งผลดีในแง่ของแบรนด์ นอกเหนือจากเรื่องของโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ๆ

3.การส่งสินค้าไปวางขายในร้านค้าปลีก ยังตอบโจทย์เทรนด์ในเรื่องของ Busy & Lazy ที่การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยในยุคนี้ค่อนข้างจะวุ่นวายและเร่งรีบ จึงต้องการตัวช่วยเพื่อให้การใช้ชีวิตเร่งรีบเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งแน่นอนแล้วว่าในท้ายที่สุดจะส่งผลกลับมายังแบรนด์ ที่ลูกค้าจะเกิดความรู้สึกรักหรือชอบ เพราะสามารถตอบโจทย์หรือช่วยแก้ Pain Point ในเรื่องของการใช้ชีวิตที่วุ่นวาย จนบางครั้งอาจจะหาเวลาไปผ่อนคลายผ่านการกินอาหารที่ร้านได้ไม่มากนัก
ทั้งหมดนั้นถูกร้อยเรียงเข้ามาเป็นเหตุผล และตอบคำถามได้ว่าทำไมแบรนด์ร้านอาหารถึงต้องเลือกใช้กลยุทธ์การ ทำตลาดในรูปแบบนี้....