โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ หรือ “SiPH” เดินหน้าสานต่อแนวคิด “ผู้รับ ผู้ให้” ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 14 ของการดำเนินงาน ภายใต้แผนงานการขยายพื้นที่ ICU รองรับผู้ป่วยวิกฤตเพิ่ม 17 เตียง เปิดหน่วยดูแลผู้ป่วยที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังใกล้ชิดเป็นพิเศษ หรือ High Dependency Unit (HDU) พร้อมยกระดับการรักษาด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยวินิจฉัย และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted da Vinci Surgery) ครอบคลุมการผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดในช่องท้อง การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเทียม เป็นต้น
ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ในแต่ละปีโรงพยาบาลศิริราชมีผู้ป่วยมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก โดยที่ผ่านมา มีผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยนอกมากกว่า 3 ล้านรายและผู้ป่วยในมากกว่า 1 แสนราย ผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราชส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่ค่อนข้างจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีขั้นสูงในการรักษาทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาของผู้ป่วยสูงมาก ซึ่งไม่สอดคล้องกับงบประมาณจากการบริการสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประกันสังคม
โดยโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เป็นหนึ่งโครงการของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 ด้วยแนวคิด ‘ผู้รับ ผู้ให้’ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้จากการบริการทางการแพทย์คืนสู่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในระบบของรัฐที่โรงพยาบาลศิริราช ทุกครั้งที่ผู้รับบริการได้รับการดูแลรักษา ทุกคนจะเป็น ‘ผู้รับ’ และ ‘ผู้ให้’ ในเวลาเดียวกัน และเป็นหนึ่งในพลังบวกที่ได้ร่วมช่วยเหลือและสร้างโอกาสทางสุขภาพที่ดีให้กับผู้ป่วยที่ขาดแคลนอีกหลายชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช และยังเป็นการช่วยพัฒนายกระดับการแพทย์ไทยสู่ความเป็นเลิศในเอเชียอาคเนย์สืบต่อปณิธาน ผู้รับ ผู้ให้ ที่มุ่งสร้างประโยชน์เพื่อส่วนรวม
“ในวาระครบรอบก้าวสู่ปีที่ 14 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีแผนเปิดตึกใหม่ที่มีหอผู้ป่วยไอซียูเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่มีอายุมากขึ้นและมีความซับซ้อนในโรค นอกจากนี้ยังมีการเปิดวอร์ดใหม่ที่ไม่ใช่ไอซียูแต่สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแผนการขยายพื้นที่บริการโดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราการให้บริการ เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปีนี้” ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาต กล่าว

ศาสตราจารย์ นายแพทย์กฤตย์วิกรม ดุรงค์พิศิษฏ์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ กล่าวเสริมว่า ในโอกาสเข้าสู่การดำเนินการในปีที่ 14 ทางโรงพยาบาลวางแผนการให้บริการและดูแลผู้ป่วยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤต โดยใน 2567 ได้เปิดบริการ Respiratory Care Unit (RCU) เพื่อดูแลผู้ป่วยวิกฤตทางเดินหายใจโดยแยกพื้นที่พิเศษเพื่อการดูแลเฉพาะทางที่มีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจอย่างรุนแรง หรือจำเป็นต้องได้รับการช่วยหายใจอย่างใกล้ชิด เช่น ผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรังระยะรุนแรง ผู้ที่ติดเชื้อในปอดอย่างรุนแรง ในส่วนของพื้นที่ผู้ป่วยวิกฤต ICU ปัจจุบันมีประมาณ 77 เตียง ตั้งเป้าจะเพิ่มเป็นประมาณ 100 เตียง จากทั้งหมดกว่า 400 เตียง จะทำให้มีสัดส่วนที่ 25% ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการมากถึง 4.8 ล้านคน
สำหรับการพัฒนามาตรฐานการรักษา ทางโรงพยาบาลได้ยกระดับการดูแลรักษาผ่านการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยี AI ปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาช่วยและสนับสนุนเพื่อวิเคราะห์และสร้างความแม่นยำในการวินิจฉัยและรักษามากยิ่งขึ้น รวมทั้งการนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted da Vinci Surgery) มาใช้ในหัตถการที่ต้องการความละเอียดสูง ทั้งการผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะ การผ่าตัดในช่องท้อง ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเทียม โดยทำหน้าที่ควบคู่กับศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญการผ่าตัด ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ทั้งความปลอดภัย เพิ่มโอกาสการกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติให้กับผู้ป่วย และยังเป็นการตอบโจทย์ตลาดกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะทางที่ต้องการการรักษาขั้นสูง และมีกำลังซื้อจึงพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมการรักษามาโดยตลอด ซึ่งในแต่ละปีจะมีการนำเสนอนวัตกรรมด้านการรักษาใหม่ๆ ออกมาต่อเนื่อง เช่น เรื่องของโรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ปีนี้มีการนำเสนอเทคโนโลยีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าโดยใช้หุ่นยนต์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ทำเพราะมีความแม่นยำสูง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น รวมถึงเรื่อง การส่องกล้องที่มีประสิทธิภาพ การรักษาโรคอ้วน การใช้ AI และหุ่นยนต์ช่วยในการรักษา การรักษาโรคที่มักถูกมองข้าม และการรับมือกับผู้ป่วยสูงอายุ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
“เรายังพบว่า ปัจจุบันสัดส่วนของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาประมาณ 20-25% เป็นผู้ป่วยสูงอายุซึ่งมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันญาติที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยก็อยู่ในวัยสูงอายุเช่นกัน เราจึงพัฒนาหน่วยงานเพื่อดูแลผู้ป่วยสูงอายุที่เรียกว่า "High Dependent Unit" สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงระดับกลางยังไม่ถึงขั้นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หรือต้องเข้า ICU ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่มีอายุมากต้องการการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีภาวะเปราะบางและต้องการการบริบาลแบบใส่ใจใกล้ชิด ซึ่งหากย้ายผู้ป่วยเหล่านี้ไปอยู่ใน ICU แม้ว่าจะง่ายในเรื่องการรักษาแต่ยากสำหรับผู้ป่วยและญาติที่ต้องทำหน้าที่ดูแล จึงพัฒนาหน่วยนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกลางระหว่าง ICU กับห้องผู้ป่วยเดี่ยวที่ต้องมีญาติมาอยู่ด้วย”

อย่างไรก็ตาม แนวทางการดำเนินธุรกิจของ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจในมุมขององค์กรทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการผสมผสานภารกิจเพื่อสังคมพร้อมการยกระดับคุณภาพการรักษาไปพร้อมกัน ภายใต้แนวคิด “ผู้รับ ผู้ให้” ที่มีการกำหนด Brand Positioning เป็นมากกว่าโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป โดยใช้จุดแข็งของการเป็นหน่วยงานภายใต้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และมีความเชื่อถือสูง มาผนวกกับเป้าหมายทางสังคมในการนำรายได้กลับมาสนับสนุนการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยยากไร้ และใช้สิทธิต่างๆ ในระบบรัฐเพื่อการรักษา ทำให้เกิดจุดยืนที่ชัดเจนทั้ง “บริการทางการแพทย์ระดับสูง” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม” ไปพร้อมกัน
ในโอกาสที่ก้าวสู่ปีที่ 14 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้สานต่อแนวคิด “ผู้รับ ผู้ให้” ผ่านวิดีโอเรื่อง Pass the Chance เพื่อสร้างมุมมองให้สังคมตระหนักถึงการเป็น “ผู้ให้” เมื่อเข้ามาใช้บริการที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และเกิดการได้ให้ที่ส่งต่อไปยังผู้ป่วยอีกมากมายของโรงพยาบาลศิริราชได้มีโอกาสรับการรักษาด้วยเช่นกัน ถือเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่ไม่เพียงดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และช่วยยกระดับ Brand Image ที่แข็งแกร่งในฐานะองค์กรทางการแพทย์ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในสังคมควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตในตลาดการแพทย์ที่มีการแข่งขันสูง
“สิ่งที่สำคัญที่สุดในการรักษาที่เรายึดมั่น คือ การดูแลด้วยหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรของ SiPH อย่างเต็มความสามารถ ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่ส่งต่อกันมาจาก “ศิริราช” สู่ “ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์” เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้” ศาสตราจารย์ นายแพทย์กฤตย์วิกรม กล่าวย้ำ
