สำหรับด้านการวางแผนการเงินพบว่า กลุ่ม Lesbian วางแผนการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยสูงที่สุด ขณะที่กลุ่ม Gay วางแผนการเงินเพื่อยานพาหนะมากที่สุด และกลุ่ม Others วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุและแปลงเพศที่ 2.9% ผลการวิจัยยังพบว่า 55% ของชาว LGBTQIA+ ต่าง Gen เลือกที่อยู่อาศัยโดยให้ความสำคัญกับ "ทำเลและความปลอดภัย" เป็นหลัก โดย 30% ของ Gay Gen Z เลือกทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้า และ 56% มีแนวโน้มกระจายตัวอาศัยนอกเขตธุรกิจ
- ด้านพฤติกรรมการบริโภคและทัศนคติต่อแบรนด์ พบว่า 77% ของกลุ่ม LGBTQIA+ ใช้ปัจจัยด้านราคาและคุณภาพเป็นเหตุผลในการตัดสินใจซื้อโดยกลุ่ม Gay Gen Y เน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ราคา" กลุ่ม Lesbian Gen Y มอง "ภาพลักษณ์" มากกว่า "ราคา" และกลุ่ม Others Gen Y กว่า 61% เป็นกลุ่ม "Price-Sensitive" ที่อ่อนไหวต่อราคา นอกจากนี้ยังพบอีกว่า 23% ของกลุ่ม LGBTQIA+ ใช้ประสบการณ์ด้านบริการเป็นเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ โดยบริการที่เป็นที่ต้องการในกลุ่ม LGBTQIA+ ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย บริการการวางแผนครอบครัวและการมีบุตร และบริการแพทย์เฉพาะทาง/คลินิกพิเศษเฉพาะกลุ่ม ที่น่าสนใจคือ กลุ่ม Lesbian Gen Z นิยมออกเดทมากที่สุด โดย 77.8% ของกลุ่มนี้ออกเดท ส่วนที่เหลือไม่ออกเดท และยังพบว่ากลุ่ม LGBTQIA+ ใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000-5,000 บาทต่อเดือนในการออกเดท โดย 22.46%มีการใช้จ่ายสูงกว่า 5,000 บาทต่อเดือน
- ด้านสุขภาพและประกันภัย พบว่า 48.6% ของกลุ่ม LGBTQIA+ ใช้จ่ายกับประกันในช่วง 10,000-30,000 บาทต่อปี โดยประกันสุขภาพเป็นที่ต้องการของกลุ่ม Gay Gen Y มากที่สุด ประกันชีวิตแบบระบุผู้รับผลประโยชน์เป็นที่ต้องการของกลุ่ม Lesbian Gen Y มากที่สุด และประกันการเดินทางเป็นที่ต้องการของกลุ่ม Gay Gen Z มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในการท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่ากลุ่มเลสเบี้ยนสนใจบริการศัลยกรรมแปลงเพศ 8.7% มากกว่ากลุ่มเกย์ที่สนใจเพียง 3.5% และยังมีความต้องการบริการด้านสุขภาพจิต บริการด้านสุขภาพทางเพศสำหรับ LGBTQIA+และการตรวจสุขภาพทั่วไปอีกด้วย
อาจารย์ประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของกลุ่ม LGBTQIA+ ในประเทศไทย และโอกาสทางธุรกิจที่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าหลัง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียมบังคับใช้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 4 ล้านคน สร้างรายได้ 152,000 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP ไทยเพิ่มขึ้น 0.3%
ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่า ประเทศไทยยังติดอันดับใน Top Quartile ของสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อ LGBTQIA+จาก 213 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจกลุ่มนี้ในประเทศไทย นอกจากนี้ ผลวิจัยยังพบว่ากลุ่ม LGBTQ+ อยากมีลูกสูงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับคนทั่วไปและตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยมีมูลค่า 6.3 พันล้านบาท โตขึ้น 6.2% รวมถึงการซื้อคอนโดมิเนียมและบ้านจากคู่ LGBTQIA+ เพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 15-20%
"การศึกษาครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่ม LGBTQIA+แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจอันมหาศาลที่รออยู่ ธุรกิจที่เข้าใจและสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของกลุ่มนี้ได้ จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ” อาจารย์ประเสริฐ กล่าวสรุป
ทั้งนี้ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ได้จัดสัมมนาการตลาด “Love Wins Marketing ถอดรหัสการตลาดหลัง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม” ภายในงานยังได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และผู้แทนภาคธุรกิจ สื่อมวลชนและอินฟลูเอ็นเซอร์ อาทิ คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง ผู้ก่อตั้งบริษัท Dots Consultancy และผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรด้านการตลาด คุณธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ปี 2565 คุณระบิล สิริมนกุล Chief Marketing Officer แบรนด์ศรีจันทร์ แพทย์หญิง ภัทริกา ศรีนราวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย จากบริษัท เอสเอ็มดี สัปปายะ จำกัด คุณประณยา นิถานานนท์ Hea d of Credit Card Marketing Krungthai Card PCL. (KTC) คุณต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา ดารานักแสดง และคณะอนุกรรมการ THACCA ผู้ขับเคลื่อนวงการละครและซีรีส์ไทยและคุณเติร์ก รัชกฤต ปริยปุณยภา Influencer และวิทยากร/ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษในองค์กร