ปกติแล้วสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่มักจะมีราคาสูงไปตามงบประมาณด้านงานวิจัย และตามความต้องการของตลาดที่ยังมีไม่มาก เพราะฉะนั้นสินค้าในกลุ่มนี้จึงเหมาะสำหรับลูกค้าประเภท Tech Savvy มากกว่า
สำหรับคนทั่วไปอาจจะต้องรอจนกว่าจุดตัดระหว่าง Technology กับ Economy of Scale เดินทางมาถึง ซึ่งบางเทคโนโลยีก็ช้า บางเทคโนโลยีก็เร็ว
ปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายเทคโนโลยีผ่านจุดตัดนั้นมาแล้ว อาทิ IoT, AI ทำให้เทคโนโลยีชั้นสูงไม่ได้เป็นของหรูหราเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป เทคโนโลยีที่เคยมีราคาสูง เช่น สมาร์ตโฮม กล้องติดรถยนต์ ระบบความปลอดภัย หรือแกดเจ็ทสุขภาพ ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แบรนด์และธุรกิจจำนวนมากต่างต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค
Dotlife ก็เช่นกัน
Dotlife ปรับตัวอย่างไรในวันที่เทคโนโลยีชั้นสูงมีราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย เพื่อเพิ่มยอดขาย
ปรเมศร์ เล่าว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ Dotlife ต้องโฟกัสมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเลือกเทคโนโลยีที่ใช่สำหรับชีวิตประจำวันเข้ามาจำหน่ายในร้าน ที่ต้องเลือกแต่ของที่คุ้มค่ากับชีวิตผู้ใช้งานจริง แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณภาพ ใช้งานง่าย ราคาสมเหตุสมผล และที่สำคัญก็คือต้องมีพื้นที่สำหรับสร้างประสบการณ์ของลูกค้า
“ตัวอย่าง เช่น ผมใส่ Smart Ring อยู่ ตอนนี้ข้อมูลต่างๆ รอบตัวของผม พอเชื่อมต่อกับ AI ระบบจะทราบทันทีว่าอุณหภูมิในร่างกายเราสูง ตอนนี้คุณอาจจะไม่สบายนะหรือเมื่อคืนคุณนอนน้อยเกินไป พอกลับบ้านวันนี้มาโฟกัสกันเรื่องพักผ่อนดีกว่าไหม เพราะฉะนั้น 2 ทุ่ม AI จะแนะนำว่าปิดโทรทัศน์ดีไหม และช่วยหรี่ไฟลงนิดนึง เข้านอนเร็วหน่อย คุณจะได้นอนเต็มที่ นี่คือตัวอย่างเวลาที่ทุกอย่างมันเชื่อมต่อกัน”

ปรเมศร์ เล่าเพิ่มเติมว่า เป็นเรื่องที่ยากมากในมุมของผู้บริโภคที่จะรู้ว่าการผนวกเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าหากันจะช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นร้านค้าคือสถานที่ที่จะส่งมอบประสบการณ์ได้ และที่สำคัญคือไม่ใช่ตัวโปรดักต์ แต่มันเป็นเรื่องของ Integration
จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ ล่าสุด CPW ได้เปิดตัว “TECHHOUSE by Dotlife” พื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร ณ โซน The Storeys, One Bangkok โดยมีแบรนด์ชั้นนำจำหน่ายกว่า 100 แบรนด์ จาก 6 โซน คือ Sport Tech, Health Tech, Home Tech, Art Tech, Game Tech, Urban Tech
ปรเมศร์ ย้ำว่า Dotlife ไม่ได้ขายแค่เทคโนโลยี แต่ขายคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบจับต้องได้
“ทุกวันนี้สินค้าไฮเทคที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว ราคาลดลงจนหลายชิ้นกลายเป็นของทั่วไปแล้ว ตัวอย่าง เช่น หลอดไฟอัจฉริยะ Smart Light Bulb ที่สมัยก่อนเคยหลอดละ 2,000 บาท บ้านนึงมี 10 หลอดก็คูณไป ต้องใช้เงินเท่าไหร่ มันต้องเป็นคนที่รักจริงๆ ถึงจะซื้อ แต่เดี๋ยวนี้เหลือ 690 บาท คือทุกอย่างราคามันถูกลงมันไปถึงจุดที่เรียกว่ามันพร้อมที่จะเติบโต และแล้วมันพร้อมที่ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้ได้แล้ว”

ปรเมศร์ กล่าวว่าโดยปกติร้าน Dotlife จะมีพื้นที่ใหญ่สุดประมาณ 300 ตารางเมตร แต่ TECHHOUSE by Dotlife มีพื้นที่ใหญ่กว่าถึง 3 เท่า ซึ่งตอน Soft Launch เราพบว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาใช้เวลาในร้านนานมาก
“ตอนแรกเราคิดว่าถ้าเป็นผู้ชายบอกแฟนเลยไปเดินที่อื่นก่อน ฉันขออยู่ตรงนี้แป๊บนึง แต่พบว่าผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ตรงนี้ด้วยกัน เพราะว่ามันมีสินค้าที่เป็นผู้หญิงค่อนข้างเยอะมาก ตอนนี้เทคโนโลยีเราไม่แบ่งเพศ เรามี Gadget ของผู้หญิงด้วย ลูกค้าใช้เวลาในร้านเยอะมาก แล้วก็ลูกค้าออกไปมีอะไรติดมือตลอด เพราะสินค้ามันหลากหลายแล้วก็เยอะมาก”
นอกเหนือจากร้านค้า ปัจจุบันก็ทำการตลาดแบบ Omni-channel เพื่อส่งมอบประสบการณ์แบบ Seamless experience โดยปรเมศร์ อธิบายว่า ยอดขายหลักตอนนี้ยังคงมาจากร้านค้ามากกว่าออนไลน์ เพราะผู้บริโภคยังอยากที่จะมาทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจ
“ผมว่าตอนนี้ก็มีลูกค้ากลุ่มนึงสะดวกที่จะซื้อออนไลน์ แต่ก็มีลูกค้าอีกหลายหลายกลุ่มที่อยากถามอยากคุย อยากจะจับแล้วก็อยากลอง ต้องบอกว่าเมืองไทยเราเป็น Mall Culture คนไทยยังชอบเดือน Mall ยังชอบเจอคน ยังชอบ Face to Face ยังอยากทานข้าวด้วยกัน”
ปีที่ผ่านมา CPW มียอดขายรวมประมาณ 8,600 ล้านบาท โดยในปีนี้ทางบริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตขึ้นอย่างน้อย 15%
