การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มีจุดแข็งที่อยู่ในตัวเอง นั่นก็คือการทำธุรกิจบนความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานาน เช่นเดียวกับเรื่องการมีความคิดสร้างสรรค์ที่ฉีกออกไปจากร่มเงาของยักษ์ใหญ่ที่ทอดบังอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้จะเก่งในเรื่องของการผลิตหรือการพัฒนาสินค้า แต่จุดอ่อนอย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากเรื่องของต้นทุนแล้วก็คือเรื่องของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง
เหมือนกับที่ สารัช กมลธรไท กรรมการผู้จัดการ บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์มะขามแปรรูป “สารัช” (Sarach) ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่มียอดขายอันดับต้นๆ ในร้าน 7 –Eleven บอกกับเราว่า แม้จะเป็นแบรนด์แรกที่เข้าไปวางขายในร้าน 7 –Eleven ที่เริ่มต้นวางขายในร้านครั้งแรกในพื้นที่เขตภาคเหนือ ตั้งแต่ปี 2547 ก่อนที่จะขยายการขายไปยังร้าน 7 –Eleven ในปีต่อมา แต่เมื่อตลาดได้รับผลกระทบจากโควิด – 19 ก็ส่งผลกระทบโดยตรง จนต้องหันมาปรับกระบวนทัพในการทำตลาดกันใหม่
เขายอมรับว่า Pain Point สำคัญของแบรนด์มะขามสารัชจะอยู่ที่เรื่องของแบรนด์ ที่คนมักจะไม่รู้ว่ามะขามจี๊ดจ๊าดที่ขายดีในร้าน 7 –Eleven คือแบรนด์สารัช ทำให้แม้จำมะขามจี๊ดจ๊าดได้ แต่ก็จำไม่ได้ว่าเป็นของแบรนด์มะขามสารัช
นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้มะขามสารัชต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างแบรนด์ “สารัช” โดยวางให้แบรนด์ “สารัช” เป็น Corporate Brand ที่ขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งมีการวางโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน โดยแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ นั่นคือ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจที่พักอาศัยอย่างรีสอร์ต และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของสุขภาพ ที่จะเป็นการต่อยอดจากการสร้างมูลค่าเพิ่มของธุรกิจอาหาร มาสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม

ปัจจุบัน มะขามจี๊ดจ๊าดยังคงวางขายโดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า มะขามขี๊ดจ๊าด แต่มีการเพิ่มเติมเข้าไปคือ การทำให้ชื่อของ “สารัช” ที่เป็นแบรนด์มีความโดดเด่นมากขึ้น เพื่อสร้างการจดจำให้เชื่อมโยงมาถึงแบรนด์สารัชในการบุกเบิกสินค้าตัวนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการนำรูปของคุณสุภาลักษณ์ กมลธรไท ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณสารัช เข้ามาเป็นอีกตัวที่ช่วยสื่อสารบนแพ็กเกจจิ้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ผู้บุกเบิกสินค้าตัวนี้ โดยคุณสุภาลักษณ์ ที่อยู่ในธุรกิจมะขามมานานจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยจะมีการร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสินค้าในรสชาติใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง
สารัช บอกกับเราว่า แบรนด์สารัชจะหมายถึง “มะขาม” ที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยต้องการที่จะให้คนไทยเมื่อเห็นคำว่า “สารัช” แล้ว จะต้องมีภาพจำถึงความเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับมะขามซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่เป็นต้นกำเนิดของมะขามสารัช โดยเป้าหมายสำคัญจะอยู่ที่การผลักดันแบรนด์สารัชให้เป็นตัวแทนและความภาคภูมิใจของคนเพชรบูรณ์

โดยในปี 2568 จะมีการใช้งบลงทุนราว 20 ล้านบาท ทำตลาดเชิงรุกมะขามแปรรูปภายใต้แบรนด์สารัช และอีก 3 แบรนด์ลูกที่เปิดตัวไปเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้า เพื่อวางตำแหน่งทางการตลาดในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย (Segmentation) ได้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นการใช้พอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายของสินค้า เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
ภายใต้แบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอของสินค้าที่เป็นมะขามนั้น จะประกอบไปด้วย
1. สารัช (SARACH TAMARIND) แบรนด์หลักทำตลาดสินค้ามะขามแปรรูป จับกลุ่มเป้าหมายตลาดวงกว้างทั่วไป (Mass Market)
2. Alisa จับกลุ่มเป้าหมายเด็กลง (Youngster) ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มสาวสมัยใหม่
3. ASHIRA SAN จับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป โดยใช้นวัตกรรมและรสชาติต่างๆ มาเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์
4. SARACH GOLD วางตำแหน่งแบรนด์มะขามระดับพรีเมียม

ทั้ง 4 แบรนด์ดังกล่าว มีผลิตภัณฑ์รวมกันไม่ต่ำกว่า 200 รายการ มากกว่า 30 รสชาติ วางราคาสินค้าแต่ละเอสเคยูเฉลี่ยราคาตั้งแต่ 20-40 บาท เน้นการขายผ่านช่องทางคอนวีเนียนสโตร์ใน 50 – 60% และซูเปอร์ ไฮเปอร์ ในสัดส่วน 40 – 50% ส่วนสารัช โกลด์ วางราคา 120 - 400 บาท เน้นช่องทางขายผ่านโมเดิร์นเทรดที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน
“การพัฒนาสินค้าต้องตอบสนองเทรนด์การบริโภคให้ได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และทันท่วงที โดยเราได้ลงทุนจัดกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขาย เพื่อการรีเฟรชแบรนด์ นำนวัตกรรมอาหารมาเสริมทัพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ หวังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ พร้อมเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 รายการ ในรูปแบบที่หลาก หลายที่เป็นการแปรรูปมะขามรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนซึ่งให้สัมผัสและรสชาติของมะขามที่แตกต่าง อร่อยและทานได้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น”
สารัช เสริมว่า ในปีนี้ยังมีการจัดแคมเปญสื่อสารการตลาด ตอกย้ำความเป็นต้นตำรับมะขามจี๊ดจ๊าด สินค้าขายดีอันดับ 1 ของแบรนด์สารัช ด้วยการโปรโมตทั้งออนไลน์และออฟไลน์ การออกบูธ และการทำกิจกรรมต่างๆ กับผู้บริโภคให้ได้สัมผัสรสชาติสดใหม่ของมะขามจี๊ดจ๊าดของสารัชที่เปรี้ยวจี๊ดถึงใจทุกรสชาติทุกกระปุก โดยทำการรุกตลาดในทุกช่องทางการจัดจำหน่าย ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต โมเดิร์นเทรด บนเชลฟ์ในคอนวีเนียนสโตร์หรือร้านค้าสะดวกซื้อ
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการให้น้ำหนักกับการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อขยายฐานสู่กลุ่มผู้บริโภคในทุก เซกเมนต์ ส่วนการทำตลาดในต่างประเทศ ปัจจุบันส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย เวียดนาม สิงคโปร์ อเมริกา และประเทศในกลุ่ม EU ทั้งยังรับผลิตสินค้า OEM ให้กับนักลงทุนที่สนใจจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะขาม แบ่งสัดส่วนรายได้ในกลุ่มธุรกิจสารัช 80% จากธุรกิจ OEM 20% จากแผนงานที่วางไว้ คาดว่าปีนี้จะเติบโตได้มากกว่า 30%
“มะขามสารัช” เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตมะขามแปรรูปรายแรกของอำเภอหล่มเก่า ที่แปรรูปมะขามจี๊ดจ๊าดสูตรต้นตำรับที่โดดเด่นด้วยความคิดริเริ่ม (Originality) และยังได้สร้างสรรค์รสชาติที่หลากหลาย แปลกใหม่ และแตกต่างออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงเจาะเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในทุกเจนเนอเรชั่น
ส่งผลให้สารัช มาร์เก็ตติ้งเติบโตขึ้นถึง 10-20% โดยสามารถผลิตสินค้าได้มากกว่า 7 ล้านชิ้นต่อปี มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 600,000 – 800,000 ชิ้นต่อเดือน แบ่งสัดส่วนยอดขายในประเทศ 80% ตลาดต่างประเทศ 20% โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการบริโภคอาหารแปรรูปเพื่อความสะดวกสบายและความนิยมของมะขามในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยมีรายได้ในปีที่ผ่านมาประมาณกว่า 100 ล้านบาท
ถือเป็นอีกการปรับตัวที่น่าสนใจของมะขามหวานจากเพชรบูรณ์รายนี้ที่กำลังใช้เรื่องของการสร้างแบรนด์เข้ามาช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่ม และการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว...