เมื่อฤดูร้อนมาถึง สิ่งที่หลายคนนึกถึงไม่แพ้เทศกาลสงกรานต์ก็คือ “ทุเรียน” ผลไม้หน้าร้อนที่ไม่ได้ครองใจแค่คนไทย แต่ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่มองทุเรียนไทยเป็น Exotic Premium Fruit
“กินให้หายอยาก” จึงกลายเป็นคำพูดติดปากของคนไทยเมื่อพูดถึงบุฟเฟ่ต์ทุเรียน และในปีนี้ก็ยังคงเป็นสีสันการตลาดที่คึกคักอีกเช่นเคย เมื่อทั้งห้างค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสวนผลไม้ ต่างก็พร้อมใจกันจัดบุฟเฟ่ต์ทุเรียนออกมาแข่งกันอย่างดุเดือด หวังดึงดูดลูกค้าในฤดูกาลที่คนรักทุเรียนรอคอย
แต่ละแบรนด์ต่างออกแบบประสบการณ์เพื่อชิงพื้นที่ในใจลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น Baiyoke Sky Buffet ยกทัพทุเรียนขึ้นไปเสิร์ฟบนชั้น 76 และ 78 พร้อมอาหารทะเลและวิวกรุงเทพฯ 360 องศา ในราคา 1,490 บาท หรือจะเป็นตลาดไอยรา เปิดสถานีทุเรียนให้ลิ้มรสข้าวเหนียวทุเรียน บิงซูและผลไม้เมืองร้อนอีกหลากในราคาเพียง 199 บาท สวนสุภัทราแลนด์ที่ระยอง ดึงนักท่องเที่ยวด้วยทัวร์สวน+บุฟเฟ่ต์ผลไม้ในพื้นที่ 800 ไร่ ในราคา 750 บาท รวมถึงร้าน About Beef Lava Grill แม้จะเป็นร้านปิ้งย่างพรีเมียม แต่ก็ไม่พลาดใส่ “ทุเรียนหมอนทองไม่อั้น” มาเสริมประสบการณ์พิเศษในราคา 1,159 บาท

แต่ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าแบบเข้าถึงง่าย ต้องยกให้กับ “บุฟเฟ่ต์ทุเรียน กินไม่อั้น” ในราคา 599 บาท จากแม็คโครและโลตัส ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ที่จัดแคมเปญต่อเนื่องทุกปี และในปีนี้ยังคงเดินหน้าเต็มที่ทั่วประเทศตลอดเดือนพฤษภาคม พร้อมสื่อสาร brand purpose เรื่องการสนับสนุนเกษตรกรไทยอย่างจริงจัง
แม้จะดูเหมือนเป็นแคมเปญที่เรียบง่าย แต่เบื้องหลังแคมเปญนี้กลับมีความน่าสนใจ เพราะมีการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรโดยตรงกว่า 89 ล้านกิโลกรัม เพิ่มขึ้นถึง 36.9% จากปีก่อน ลดตัวกลาง เพิ่มรายได้ให้ชาวสวน กระจายผลผลิตผ่านเครือข่ายกว่า 2,600 สาขาทั่วประเทศ โดยผลไม้ทุกชนิดที่นำมาจำหน่ายผ่านมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าของที่อยู่ในบุฟเฟ่ต์คือของดี ไม่ใช่ของตกเกรด
อีกหนึ่งจุดแข็งคือการสร้าง Touchpoint กับลูกค้า ผ่านพื้นที่รับประทานสดในหลายสาขา เมื่อมองในมุมผู้บริโภค ราคาบุฟเฟ่ต์ 599 บาทอาจดูทั่วไป แต่สิ่งที่ได้รับคือหมอนทองคุณภาพเยี่ยม ให้เลือกหลายระดับความสุก พร้อมผลไม้ชื่อดังประจำจังหวัด ผลไม้ออร์แกนิค เช่น เงาะ มังคุด สละ สับปะรด กล้วยหอม มะพร้าวน้ำหอม ลิ้นจี่ บวกกับความสด สะอาด ปลอดภัย ที่สำคัญคือความมั่นใจว่าเงินที่จ่ายไปมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรไทยจริงๆ
ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์สร้าง Mass Experience หรือประสบการณ์ที่จับต้องได้จริง ด้วยงบไม่แพงเกินไป แต่ให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากกว่าเงินที่จ่าย กลายเป็น once a year experience ที่คนรักผลไม้ไม่ควรพลาด!
สุดท้ายแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวของแม็คโครและโลตัสที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้จำหน่ายอาหารอีกต่อไป แต่คือการเป็น Ecosystem ที่สนับสนุนการเติบโตของระบบเกษตรกรรมไทยอย่างแท้จริง ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ…