สถานการณ์ที่เป็นวิกฤตของประเทศบราซิลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จากการระบาดของไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI) ภายในฟาร์มแห่งหนึ่งของผู้ส่งออกเนื้อไก่รายใหญ่ที่สุดของโลกในประเทศบราซิล ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (EU) ระงับการนำเข้าเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากบราซิลเป็นการชั่วคราวทันที
ความเป็นเจ้าตลาดของบราซิล ยังสะท้อนภาพผ่านข้อมูลของสมาคมผู้ส่งออกเนื้อสัตว์บราซิล ที่ระบุถึงปริมาณการส่งออกเนื้อไก่จากบราซิลไปจีนและอียูมีรวมกันกว่า 793,000 ตัน คิดเป็น 15% ของปริมาณส่งออกทั้งหมดในปีที่ผ่านมา หรือแม้แต่สิงคโปร์ก็เป็นตลาดหลักของบราซิล เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อไก่ที่นำเข้ามาจากบราซิล
ข้อมูลจาก Global Trade Atlas (GTA) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2568 สิงคโปร์นำเข้าไก่จากบราซิลเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนสูงถึง 73.08% คิดเป็น 79.32 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับ 2 คือ จีน 7.45 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 6.87% ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 3 มีสัดส่วนการนำเข้า 5.26% คิดเป็น 5.70 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งวิกฤตของบราซิลในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญในขยายตลาดของหลายๆ ประเทศที่เป็นแหล่งส่งออกเนื้อไก่ที่อย่างอินโดนีเซีย เดนมาร์ก มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านสุขภาพสัตว์ในระดับสากล

ทางด้าน “สหฟาร์ม” ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมไก่ไทยและผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย มองว่า ในปี 2568 ท่ามกลางแนวโน้มตลาดโลกที่เอื้ออำนวยและศักยภาพการผลิตที่เข้มแข็งของทางบริษัท จะเป็นโอกาสทองจากความเปลี่ยนแปลงในเวทีการค้า จึงพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโต “สองหลัก” (Double-digit Growth) จากการผลักดันให้ “ไก่ไทย” ครองตลาดโลก
ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มการค้าโลกในปีนี้ เปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยได้ขยายตลาดส่งออก เนื่องจากผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของโลกอย่างบราซิลประสบปัญหาการส่งออก ส่งผลให้ความต้องการไก่จากประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสหฟาร์มสามารถปิดออร์เดอร์ได้รวดเร็วขึ้น รายได้เติบโตชัดเจน จึงเดินหน้าขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีความเสี่ยงจากภาษีส่งออก แต่เฝ้าดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และการแข็งค่าของเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพราะอาจกระทบต่อความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต
“ปัจจุบันบราซิลเป็นผู้ผลิตเนื้อไก่อันดับ 1 ของโลก อันดับ 2 คือสหรัฐอเมริกา ส่วนไทยมีปริมาณการผลิตเนื้อไก่อยู่ในอันดับ 7 ของโลก แต่เป็นอันดับ 3 ในการส่งออกเนื้อไก่ ตลาดส่งออกไก่ไทยมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งสหฟาร์มส่งออกเนื้อไก่ไปยัง 37 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดใหม่อย่างฟิลิปปินส์ที่กำลังเตรียมเปิดรับไก่ไทย นอกจากนี้ เกาหลีเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เราให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าไก่จากบราซิลถึง 80% แต่เนื่องจากบราซิลประสบปัญหาไข้หวัดนก ทำให้ต้องมองหาสินค้าจากประเทศอื่นๆ เข้ามาทดแทน ซึ่งประเทศไทยสามารถเข้ามาสนับสนุนในตลาดนี้ได้ จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าชิ้นส่วนที่เป็นปีก สะโพก ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดไก่เกาหลี ส่งผลให้ตลาดเกาหลีจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการส่งออกของเราในช่วงนี้ด้วย”

สำหรับงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2025” ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ที่สหฟาร์มเข้าร่วมงาน โดยในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จจากการได้เจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจจากหลากหลายประเทศรวมกว่า 100 ราย ปีนี้สหฟาร์มจึงต่อยอดเดินหน้าสร้างเครือข่ายพันธมิตรใหม่ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทยสู่เวทีโลก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสหฟาร์มมีกำลังการผลิตเนื้อไก่อยู่ที่ 1 ล้านตัวต่อวัน
ใน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2025” ปีนี้ สหฟาร์มได้เปิดตัวแคมเปญ Halal With Heart – ฮาลาลด้วยหัวใจ สื่อสารมาตรฐานที่มากกว่า “ใบรับรอง” เพื่อตอกย้ำว่า “ฮาลาล” ของสหฟาร์มไม่ใช่เพียงการผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่คือระบบการผลิตที่ยึดหลักศรัทธา ความเข้าใจ และความรับผิดชอบ โดยมีทีมงานชาวมุสลิมดูแลทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกคำที่บริโภคคือความมั่นใจ ทั้งในด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และความเคารพในหลักศาสนา