ว่ากันว่า Targeted Marketing หรือการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันอย่างตรงจุด
การกำหนด “ตลาดเป้าหมาย” หรือ “Target Market” นี้อีกนัยหนึ่งก็คือกลุ่มตลาดที่แบรนด์ต้องการทำกลยุทธ์ทางการตลาดหรือทำโฆษณาเพื่อสื่อสาร และตอบสนองต่อความต้องการของคนกลุ่มนั้น ซึ่งตลาดเป้าหมายนี้เป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของคุณมากที่สุด เรียกได้ว่าเป็นเหมือนกลุ่มลูกค้าในอุดมคติของแบรนด์
หากเปรียบเทียบการตลาดแบบดั้งเดิมกับการตลาดแบบ Targeted Marketing แล้วจะพบว่าการตลาดแบบดั้งเดิม มักจะเน้นไปที่การทำตลาดและสื่อสารไปถึงผู้คนจำนวนมาก โดยหวังว่าจะมีส่วนหนึ่งที่สนใจ แต่การตลาดแบบเฉพาะกลุ่มนี้ ทำให้ธุรกิจสามารถโฟกัสไปที่ลูกค้าที่มีโอกาสสนใจสินค้าหรือบริการมากที่สุด
การทำตลาดแบบเฉพาะกลุ่มนี้ ข้อดีก็คือทำให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ได้เป็นการผลิตออกมาแบบเดียวกันจำนวนมากเหมือนกับการตอบโจทย์แบบแมสอย่างในอดีต
แน่นอนว่า การใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดนี้ เพราะข้อมูลที่ดีช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าใจลึกซึ้งถึงความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งทำให้สามารถออกแบบข้อเสนอที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ดังนั้น ข้อมูลจึงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างและปรับปรุงกลยุทธ์การตลาดแบบ Targeted Marketing ให้มีประสิทธิผลสูงสุด
ยิ่งในปัจจุบัน ข้อมูลหรือดาต้ากลายเป็นหัวใจสำคัญ และมีการใช้เทคโนโลยีตลอดจนเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลก็ยิ่งทำให้เราได้เห็นการทำตลาดในรูปแบบนี้มากขึ้น

กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือการทำตลาดเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริ๊งก์ ภายใต้แบรนด์ “เรดดี้” ของค่าย TCP ที่ย้อนหลังไปกว่า 17 ปีที่แล้ว กลุ่ม TCP เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดงที่เรารู้จักมีการส่งเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ใหม่คือ เรดดี้เข้ามาทำตลาด โดยเป็นเครื่องดื่มชูกำลังผสมน้ำผลไม้
เป็นการเข้ามาเจาะกลุ่มสาวออฟฟิศ เป็นอีกความพยายามในการขยายฐานการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังจากกลุ่มเดิมๆ ที่เป็นผู้ใช้แรงงานมาสู่กลุ่มคนทำงานออฟฟิศรุ่นใหม่ เพื่อผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่แทบจะไม่มีการเติบโตในช่วงเวลานั้นให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
เรดดี้ ทำตลาดอยู่ในเซกเมนต์เอนเนอร์จี้ ดริงค์ที่เป็นพรีเมียม มีราคาขายต่อขวด 15 บาท ทำตลาดในแพ็กเกจจิ้งที่แตกต่างไปจากเครื่องดื่มชูกำลังในตลาดแมส นั่นคือเป็นเครื่องดื่มชูกำลังรสผลไม้ที่อยู่ในขวดแก้วใส ทรงสูง ซึ่งให้อารมณ์ที่แตกต่างไปจากการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเดิมๆ
ความน่าสนใจของการทำตลาดเรดดี้อยู่ตรงที่การโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่เป็นสาวออฟฟิศโดยตรงซึ่งก่อนหน้านั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนเข้ามาทำตลาด ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่สำหรับค่ายเครื่องดื่มชูกำลัง ที่สร้างการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังด้วยการขยายกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เครื่องดื่มชูกำลังยังไม่ได้เข้าถึง
เป็นการใช้กลยุทธ์ Targeted Marketing หรือการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการและพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันอย่างตรงจุด และยังไม่มีแบรนด์ไหนเข้ามาทำตลาดก่อนหน้านั้น
การโฟกัสการทำตลาดมาที่สาวออฟฟิศนั้น นอกจากเรื่องของการสื่อสารแบรนด์ที่ต้องโฟกัสแล้วยังมีเรื่องของการทำแคมเปญส่งเสริมการขาย ที่ครั้งหนึ่งเรดดี้มีการทำโปรโมชั่นแคมเปญด้วยการนำกระเป๋าแบรนด์เนมหรูเข้ามาเป็นของรางวัลเพื่อให้ลูกค้าของเรดดี้เข้ามาร่วมสนุกเพื่อลุ้นรางวัลกัน ซึ่งถือว่าสามารถสร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างดี
เพราะเป็นการหยิบเอาสิ่งที่เป็นที่ปรารถนาของสาวๆ ออฟฟิศ นั่นคือกระเป๋าแบรนด์เนมเข้ามาเป็นแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการซื้อสินค้า เป็นการทำแคมเปญที่ตรงจุด และสะท้อนทั้งในเรื่องของ Positioning ของแบรนด์กลุ่มเป้าหมาย และเซกเมนต์ที่ตัวเองทำตลาดอยู่ได้อย่างตรงจุดมากที่สุด

การสื่อสารแบรนด์ของเรดดี้นั้นมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างตำแหน่งทางการตลาดในฐานะเครื่องดื่มให้พลังงานที่เป็นตัวเลือกสำหรับสาวๆ ในปัจจุบันที่มีบทบาทอันหลากหลาย วางตัวเองในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจและยกระดับผู้หญิงทุกคน โดยเรดดี้มุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงประสบความสำเร็จ, ยอมรับในตัวตนอย่างมั่นใจ และส่งต่อพลังงานดีๆ ให้กันและกันให้มากขึ้น
ถือเป็นคีย์ เมสเสจที่ถูกใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายมาตลอดในช่วงหลังมานี้ โดยแคมเปญล่าสุดที่ถูกส่งออกมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็คือแคมเปญ “Ready to Lady” โดยมีการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ หลิงหลิงและออมซึ่งเป็นทั้งนักแสดงสาวที่ได้รับความนิยมและยังเป็นตัวแทนพลังบวกและไลฟสไตล์ที่แอ็กทีฟของหญิงไทยยุคใหม่ ในกลุ่มอายุ 26-45 ปี ที่มุ่งมั่นทำตามความฝันและเอาชนะความท้าทายต่างๆ ได้อย่างลงตัว
ในการเปิดตัวครั้งนั้น วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาด ประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP บอกเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลอดเวลากว่า 17 ปี แบรนด์ “เรดดี้” ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนไทยเสมอมา ด้วยโพซิชันนิ่งที่ชัดเจนคือการสนับสนุนและอยู่เคียงข้างผู้หญิงยุคใหม่ เติมเอเนอร์จี้ให้พร้อมเอาชนะอุปสรรค ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองมุ่งหวังจนประสบความสำเร็จในแบบตัวเอง พิสูจน์ได้จากยอดขายในปี 2567 ที่เติบโตถึง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
“ในปีนี้ เรดดี้ ยังคงเป็นผู้นำในการสร้างปรากฏการณ์ผ่านแคมเปญต่างๆ เปิดปีด้วยการเปิดตัว หลิงหลิง-ออม พรีเซ็นเตอร์หญิงคู่เป็นครั้งแรก ตัวแทนนิยามของผู้หญิงยุคใหม่ ที่มีความความสามารถ ความตั้งใจ จนประสบความสำเร็จ โดยหลิงหลิง-ออมจะเป็นตัวแทนในการสร้างแรงบันดาลใจส่งต่อเอเนอร์จี้จากเรดดี้ให้คนไทยตลอดทั้งปี”

ตลาดเครื่องดื่มเอนเนอร์จี้ ดริงค์ระดับพรีเมียม ที่ขายราคาขวดละ 15 บาทขึ้นไป มีมูลค่าตลาดประมาณ 2,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดรวมที่มีมูลค่าประมาณ 22,000 ล้านบาท กลุ่ม TCP เป็นผู้นำตลาดในเซกเมนต์นี้ มีแบรนด์อย่างเรดบูล เอนเนอร์จี้ ดริงค์ เรดบูล เอ็กซ์ตร้า และเรดดี้ ทำตลาดอยู่ โดยการทำตลาดจะมุ่งไปที่การขยายฐานการดื่มไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ นอกจากกลุ่มผู้ใหญ่แรงงาน ซึ่งถือเป็นฐานใหญ่ของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังบ้านเรา
โดยเรดบูล เอเนอร์จี้ดริงค์ เครื่องดื่มอัดก๊าซหรือโซดาเพิ่งทำตลาดราว 2 ปี สร้างการเติบโต 40% รวมถึงเรดบูล เอ็กซ์ตร้าโตถึง 40% ครองส่วนแบ่งตลาด 60% ในเซกเมนต์พรีเมียม ซึ่งถือเป็นการครีเอทน่านน้ำใหม่ขึ้นมาเพื่อปูทางในการกลับมาสู่ผู้นำตลาดเอนเนอร์จี้ ดริงค์ โดยรวมที่กระทิงแดงเคยครองความเป็นลีดเดอร์อยู่หลายปี ก่อนที่จะเสียแชมป์ให้กับ M – 150 จากค่ายโอสถสภา
แน่นอนว่า เรดดี้จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่เข้ามาช่วยขยายฐานการดื่มมาสู่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงวัยทำงาน....