ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า กระแสความนิยมของมาสคอตมาร์เก็ตติ้งที่ตีกลับมาฮิตอีกรอบ ทำให้หลายบริษัทอยากลุกขึ้นมาทำบ้าง โดยมีความชุกอยู่ในช่วง 6 เดือนมานี้ และเป็นธรรมดาว่าสถานการณ์วันนี้มีดีมานด์หรือแบรนด์ที่อยากทำมากกว่าซัพพลายในตลาด ทำให้ลูกค้าที่มีรีเควสในการทำชุดมาสคอตต้องรอคิวนานถึง 6 เดือนในการผลิต เนื่องจากเมืองไทยมีโรงงานทำชุดมาสคอตคุณภาพอยู่เพียงไม่กี่แห่ง
นี่คือเสียงยืนยันจาก กฤษณ์ ณ ลำเลียง กรรมการ บริษัท ทูสปอต คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทออกแบบและรับผลิตมาสคอตครบวงจรรายใหญ่ของไทย ซึ่งขยายความต่อว่า จริงๆ ก่อนหน้านี้มาสคอต เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในตลาดตั้งแต่ LINE เข้ามาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน หลายแบรนด์แห่กันทำสติ๊กเกอร์ไลน์ ทำให้ตลาดเกิดอาชีพใหม่เป็นคาร์แรคเตอร์ดีไซน์เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ไทยไม่เคยมีอาชีพนี้มาก่อน
จากมาสคอตในรูปแบบสติ๊กเกอร์ไลน์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นแค่กิมมิคในแชทแอป ก็เริ่มเพิ่มบทบาทให้มีหน้าที่การสื่อสาร และออกมาโลดแล่นใกล้ชิดกับกับผู้บริโภคภายใต้ชุดมาสคอตน่ารักๆ สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ แผ่ขยายไปเป็น Merchandise จนไปถึงเกมต่างๆ ซึ่งกฤษณ์ มองว่า ทำให้สินค้าและบริการของแบรนด์นั้นๆ มีสีสันมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้เซเลป
แต่กว่าจะมาเป็นมาสคอตหนึ่งตัว ต้องมีเบื้องหลังอะไรบ้าง กฤษณ์ กล่าวว่า มาสคอตประกอบด้วย 2 มุมคือ มุมด้านการตลาด และมุมของเทคนิคการผลิต โดยมุมด้านการตลาดจะขึ้นอยู่กับโจทย์งานของลูกค้าว่าอยากได้บุคลิกแบบไหน เจาะกลุ่มเป้าหมายอะไร ถ้าจับกลุ่มผู้ใหญ่ มาสคอตจะมีคาร์แรคเตอรที่มีความ Mature มากกว่าถ้าเทียบกับเด็ก แต่ไม่ว่าจะกลุ่มเป้าหมายใดก็ตาม นักออกแบบต้องพยายามผสมผสานระหว่างอาร์ตกับมาร์เก็ตติ้งให้เกิดความลงตัว โดยต้องคำนึงถึงจุดประสงค์การใช้งานของมาสคอตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาทิ การทำชุดมาสคอต Merchandise ไปจนถึงเกมต่างๆ ซึ่งเทคนิคการออกแบบก็จะมีความแตกต่างกันตามการใช้งาน
โดยในมุมของเทคนิคการออกแบบจะประกอบไปด้วย “ศาสตร์การวางสัดส่วน” ของมาสคอตว่ามีลักษณะคล้ายมนุษย์ (Humanlike) , แบบผิดรูป (Deform) หรือเป็นผิดรูปแบบสุดขั้ว (Super deform) อันนี้เพื่อกำหนดสัดส่วนว่าเป็นแบบหัวโต ตัวเล็ก ซึ่งจะมีความน่ารักแตกต่างกันไป
และ “เทคนิคของสี” เรื่องนี้จะเป็นไปตามทฤษฎีการใช้สี ถ้าออกแบบมาสคอตให้มีสีเยอะไปจะมีข้อจำกัดในการทำเป็นโปรดักท์อื่นๆ เช่น หากทำเป็นเสื้อจะไม่สามารถทำได้มากกว่า 8 สี หรือในกรณีที่จะต่อยอดมาสคอตเป็นอาร์ตทอยหากมีสีเยอะ จะทำให้การหยอดยางในแม่พิมพ์ (Mold) มีความซับซ้อนยุ่งยาก เป็นต้น
อย่างไรก็ดี โดยทั่วไปเราจะเห็นมาสคอตอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆ นั่นคือ คน สัตว์ สิ่งของ ซึ่งกฤษณ์ กล่าวว่ามาสคอตส่วนใหญ่มักเป็นสัตว์ แต่ทุกอย่างมีข้อดีข้อเสียไม่เหมือนกัน กล่าวคือ มาสคอตที่เป็นคน มีข้อดีในการสื่อสาร เพราะสามารถแสดงออกทางสีหน้า ทำท่าต่างๆ เพื่อสื่ออารมณ์ได้ดี ส่งผลคอนซูเมอร์เข้าใจในสิ่งที่แบรนด์กำลังจะสื่อสาร แต่ข้อเสียคือ เวลาต่อยอดไปทำเมอร์แชนไดซ์จะไม่น่ารัก ผิดกับมาสคอตที่เป็นสัตว์และสิ่งของ หรือ Conceptual มีความยืดหยุ่นเอาไปต่อยอดทำเป็นอย่างอื่นได้มากกว่า ไม่ว่าจะเอาไปทำเมอร์แชนไดซ์น่ารัก หรือเป็นมาสคอตรูปปั้นคนก็จะมาถ่ายรูปด้วย
“แต่มาสคอตสัตว์มักจะมีเรื่องฮวงจุ้ยเข้ามาเกี่ยวข้องตามความเชื่อของเจ้าของบริษัทว่าบริษัทของเขาควรจะเป็นสัตว์ประเภทอะไร แต่หลักๆ ตัวที่นิยมมากสุดคือ หมี รองลงมาคือ แมว หมา และช้าง แต่ถ้าจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไอที หรือธุรกิจบริการ อาจจะเหมาะกับมาสคอตแบบ Conceptual มากกว่า”
มาถึงชุดมาสคอตกันบ้าง ซึ่งหลายแบรนด์พัฒนามาสคอตให้มาอยู่ในรูปแบบนี้กันมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบที่ลูกค้าจับต้องได้มากที่สุด ซึ่งมี 2 แบบให้เลือก คือ ชุดเป่าลม และชุดโฟมน้ำหนักเบา ตามวัตถุประสงค์การใช้งานเช่นกัน
แบบเป่าลม เป็นชุดมาสคอตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะทำง่าย ใช้งานง่าย พกพาสะดวกเพียงใส่ถุงหรือกระเป๋าเดินทางก็ขนย้ายได้เลย ราคาไม่แพงเริ่มต้น 60,000-70,000 บาท เหมาะกับงานประเภท Indoor ถ่ายรูปพีอาร์ เปิดงานอีเวนท์ช่วงเวลาสั้นๆ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรีเป่าลมที่อยู่ได้เพียง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขยับตัวที่ทำได้ไม่มากเหมือนชุดโฟม รวมถึงผ้าที่ใช้ หรือบางรูปทรงที่จะทำบางอย่างไม่ได้ เช่นหากมาสคอตเป็นทุเรียน จะเป่าลมให้เป็นสามเหลี่ยมไม่ได้ ดังนั้นมาสคอตแบบเป่าลมจะมีอยู่ไม่กี่แบบ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปร่างกลมๆ
แบบโฟม เป็นชุดมาสคอตที่สวนสนุกขนาดใหญ่อย่างดีสนีย์แลนด์ และธีมปาร์คต่างๆ เลือกใช้ เพราะสามารถขยับตัว เต้น และแสดงท่าทางได้มากกว่า แต่แลกมาด้วยขั้นตอนการทำที่ต้องใช้ความเป๊ะในการเหลาโฟมให้ได้ตามแบบ ซึ่งโรงงานผลิตชุดมาสคอตแบบโฟมของไทยมีเพียงไม่กี่แห่ง และมีค่าใช้จ่ายต่อตัวเริ่มต้น 70,000-80,000 บาท แต่ถ้าเจ้าของแบรนด์ต้องการชุดที่มีคุณภาพมากขึ้นมาหน่อย จำเป็นต้องสั่งผลิตในต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย และจีน ในราคาเริ่มต้นที่ 200,000 บาท
ในฐานะคาร์แรคเตอร์สตูดิโอที่ทำงานมานานกว่า 20 ปี คุณกฤษณ์ มองว่ามาสคอตก็มีเทรนด์เช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันเป็นเทรนด์ Collaboration ระหว่างมาสคอตด้วยกันเองมากขึ้น เพื่อขยายฐานการรับรู้ และกลุ่มลูกค้า นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังใช้มาสคอตในการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะใน TikTok เพื่อเรียกกระแส ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ต่างไปจากการพัฒนาบทบาทมาสคอตจากแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์มากขึ้น