จี๊ป ไคลน์เป็นคนไทยที่มากความสามารถท่านหนึ่ง เป็นทั้งอาจารย์ที่ UC Berkeley Haas School of Business และเป็นผู้บริหารด้านร่วมลงทุนและเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์มากกว่า 20ปี ในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
จี๊ปได้รับการยกย่องว่าเป็น ผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมและได้รับรางวัลสตรีผู้ทรงอิทธิพล 25 อันดับแรกในซิลิคอน แวลลีย์
เธอได้เปิดตัวกองทุน VC มาแล้ว 4 กองทุน โดยเป็นกองทุนระยะเริ่มต้น 3 กองทุน และกองทุนระยะเติบโต 1 กองทุน อีกทั้งยังเป็นคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่มีการเติบโตสูง 4 แห่งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และไต้หวัน
ล่าสุด Raisewell Ventures เวนเจอร์แคปปิตอลซึ่งนำโดยจี๊ปผู้ก่อตั้ง และผู้เชี่ยวชาญชาวไทยจากซิลิคอน แวลลีย์เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่สหรัฐอเมริกา โดยมีพันธกิจผลักดันการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับนานาชาติ ด้วยการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากเป็นพิเศษพร้อมระดมเงินทุนระดับโลก
ในโอกาสที่ จี๊ป ไคลน์เดินทางมาประเทศไทย BrandAge มีโอกาสได้พูดคุยถึงวิธีคิดในการเลือกลงทุนในสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี รวมถึงโอกาสของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จี๊ป เชื่อว่า ประเทศจะพัฒนาไม่ได้ถ้าขาดเทคโนโลยี ซึ่งเธอเองก็อยากให้ประเทศไทยก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ จากการนำเทคโนโลยีระดับโลกมาประยุกต์ใช้
“เทคโนโลยีคือรากฐานของการพัฒนา ประเทศจะพัฒนาไม่ได้ถ้าขาดเทคโนโลยี จิ๊ปอยากเห็นไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในภูมิภาค เรามีคนเก่งมากมาย สิ่งที่ต้องทำคือเชื่อมโยงศักยภาพเหล่านี้เข้ากับโอกาสและแหล่งเงินทุนระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่แข่งขันได้ในเวทีสากล ดิฉันคาดหวังให้สตาร์ตอัปไทยประสบความสำเร็จระดับโลกและนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ปัจจุบัน การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่กำไร แต่ต้องสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้นให้โลกใบนี้ เราสร้าง Raisewell ให้เป็นธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง เราอยากเชื่อมโยงนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับโอกาสในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะไทยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก”
จี๊ป กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วง10 ปีที่ผ่านมา โลกเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วจนหลายองค์กรไม่รู้จะรับมือกับความเปลี่ยน แปลงและความไม่แน่นอนและปรับตัวอย่างไร
จากประสบการณ์ในการทำงาน บทเรียนสำคัญที่จะทำให้องค์กรอยู่รอด คือความยืดหยุ่นและปรับตัวอย่างรวดเร็ว ต้องเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลาและพร้อมปรับแผนเสมอ
“เราต้องเข้าถึงในระดับโลกและเข้าใจประโยชน์ในระดับท้องถิ่น ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่คือโอกาสเรียนรู้และเติบโต"

จี๊ปถือเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ก่อตั้งกองทุนเงินร่วมลงทุน ซึ่งสร้างผลกระทบเชิงสังคมที่ซิลิคอน แวลลีย์
เมื่อถูกถามถึงเรื่องการลงทุนที่เน้นผลกระทบเชิงสังคมแตกต่างจากกำไรแบบดั้งเดิมอย่างไร และทำไมถึงสำคัญในอนาคต จี๊ป อธิบายว่าการลงทุนที่เน้นผลกระทบเชิงสังคม คือการสร้างผลตอบแทนทางการเงิน พร้อมกับสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
“เราสร้าง Raisewell เพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง เรามองหาธุรกิจที่แก้ปัญหาระดับโลก อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ Raisewell ให้ความสำคัญในการลงทุนประกอบไปด้วย Climate Tech, Manufacturing Tech และ Health Tech เพราะมันคือความจำเป็นของโลกในวันนี้และอนาคต ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นเพราะการมุ่งสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาลแต่เป็นโอกาสของภาคเอกชนด้วย ตอนนี้มีทั้งแรงกดดันและแรงจูงใจจากทั่วโลกให้ลงทุนในเทคโนโลยีที่ยั่งยืน”
ถามว่าทำไม Reswell Ventures จึงมุ่งลงทุนใน Deep Tech โดยเฉพาะ เช่น AI, เทคโนโลยีภูมิอากาศ คำตอบคือเราเพราะลงทุนในทุกเซกเตอร์ไม่ได้ เราต้องโฟกัสเลือกที่นักลงทุนสนใจ Deep Tech มีศักยภาพมหาศาลในการแก้ปัญหาใหญ่ๆ และสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืน เช่น AI จะยกระดับการผลิตเทคโนโลยีภูมิอากาศจะช่วยภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง”
ขยายความเพิ่มเติมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ Raisewell ให้ความสำคัญในการลงทุนจะโฟกัสที่ 3 ขาหลัก คือ
1. Climate Tech เช่น Food Tech, Green Materials, EV และ Battery
2. Manufacturing & Supply Chain Tech ที่ใช้ AI และแพลตฟอร์มเทคโนโลยี
3. Health Tech โดยเฉพาะในด้าน Digital Health และ Biotech เพื่อการเข้าถึงระบบสุขภาพที่ดี

จี๊ปย้ำว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดหรือกองทุนที่ 4 นี้ ทาง Raisewell ตั้งใจที่จะมาร่วมลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเริ่มที่ประเทศไทยผ่านกิจกรรมหลายด้าน อาทิ
1. การร่วมมือกับสถาบันวิชาการชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย ตลอดจนผู้ก่อตั้งในท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
2. การสนับสนุนให้บริษัทซึ่งได้รับเงินลงทุน เช่น บริษัทที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะ และบริษัทเทคโนโลยีด้านภูมิอากาศได้ขยายกิจการในระดับภูมิภาค เพื่อจะได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย
3. การสนับสนุนบริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก้าวไปไกลสู่ตลาดโลก
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพมหาศาลในการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพราะมีจุดแข็งหลายด้าน เช่น มีจำนวนประชากรถึง 700 ล้านคน หรือมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีวิศวกรระดับกลางที่มีความสามารถและมีค่าแรงถูกกว่าสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยมีคนเก่งเชื่อมโยงกับภูมิภาคและมีความมุ่งมั่น แต่สิ่งที่คนไทยต้องพัฒนาหรือปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อก้าวเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก คือการเสริมสร้างวัฒนธรรมที่กล้าคิดนอกกรอบ กล้าทดลอง และไม่กลัวความล้มเหลว
ในมุมมองของจี๊ป เราตั้งใจมาช่วยพัฒนาศักยภาพ โดยเฉพาะทักษะด้านดิจิทัลและต้องมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อการทำงานร่วมกับนานาชาติ รวมถึงเข้าใจความต้องการของตลาดโลก ไม่จำกัดตัวเองแค่ในประเทศ แต่ต้องมองหาโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีผลกระทบระดับโลก”
เมื่อถูกถามถึงจุดอ่อนในของประเทศไทย จี๊ปกล่าวว่าเรื่องแรกคือด้านกฎหมาย หรือ Rule of Law ที่ยังตามหลายประเทศเทศไม่ทัน ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
“เราต้องมี Rule of Law ที่เข้มแข็ง มีระบบ ESOP ที่เอื้อต่อสตาร์ตอัปประเทศไทยจะทำเริ่มต้นอะไร เราต้องขอหลายขั้นตอนมากมาย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์เป็นออโต้หมด ตรงนี้ถือเป็น Privilege ของเขาที่เราต้องปรับปรุง กับอีกเรื่องที่ต้องปรับ เปลี่ยนคือมายด์เซตการทำอะไรแบบไทยๆ จะไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะการแข่งขันตอนนี้เป็น Global Competition”
และถึงแม้ว่าช่วงเวลานี้เศรษฐกิจของไทยจะไม่ค่อยดี แต่จิ๊ปก็ยังเชื่อมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้
“วิกฤตคือโอกาส บริษัทระดับโลกอย่าง Google, Uber ก็เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ อย่ารอให้ทุกอย่างพร้อม เพราะโอกาสที่ดีที่สุดมักมาในช่วงที่คนอื่นกลัว เราต้องกล้าที่จะสร้างขยายและเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองและประเทศของเรา”

จี๊ปมองว่า ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปที่มีความสามารถจำนวนไม่น้อย ซึ่งถ้าสตาร์ตอัปเหล่านี้ได้รับการส่งเสริมหรือคำแนะนำที่ดีก็สามารถที่จะสเกลอัปได้เหมือนที่หลายคนประสบความสำเร็จมาแล้ว
“จี๊ปยกตัวอย่าง NVIDIA สมัยก่อนนี่ก็เป็นบริษัทเล็กๆ เป็นบริษัทสตาร์ตอัปที่ค่อยๆ ระดมทุน จนกระทั่ง Scale เข้าตลาดใน Nasdaq และปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันแค่บริษัทนี้บริษัทเดียวก็มีมูลค่ามากกว่า 6 เท่าของประเทศไทยเมื่อเทียบกับ GDP ประเทศไทย”
เนื่องจากกองทุนนี้จะเน้นการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีหลายประเทศ ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้านักลงทุนต่างชาติเลือกประเทศอื่นในภูมิภาคที่ไม่ใช่ประเทศไทยจะรู้สึกอย่างไร?
“ถามว่า Hurt ไหม? ต้องบอกว่าเวลาที่ทํางาน เราต้องบอกว่าวางเรื่อง Emotion ต่างๆ ไว้ และถ้ามันเกิดเหตุการณ์แบบนั้นจริงๆ เราเนี่ยต้องใช้ตรงนั้นเป็น Opportunity ในการที่จะบอกหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะ BOI, ตลาดหลักทรัพย์, รัฐบาลว่าเราพามาถึงหน้าบ้านแล้วนะแต่ว่าสุดท้ายเขาย้ายไปประเทศอื่น เพราะฉะนั้นเราต้องปรับปรุงอะไร เราอยากให้ตรงนี้เป็น Learning Curve ให้เข้าใจว่าจุดอ่อนของประเทศคืออะไร จุดแข็งคืออะไร แล้วใช้ตรงนั้นมาพัฒนาอันนี้จี๊ป OK ส่วน Emotion คืออีกเรื่องนึงไม่เป็นไร กลับไปนอนร้องไห้ได้”
