อุตสาหกรรมความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วโลกยังคงเป็นตลาดขนาดใหญ่ โดยปี 2024 ที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง 593,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดถึง 31% ตามมาด้วยอเมริกาที่ 23%

แต่ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือตลาดความงามในภูมิภาคอาเซียน เกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยว่า
ปี 2024 ตลาดความงามในอาเซียนมีมูลค่าถึง 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
- ประเทศไทย ถือเป็นผู้นำตลาดความงามในอาเซียน ด้วยมูลค่า 10,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024และการเติบโต 11% ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นหลัก คิดเป็น 65.37% หรือ 7,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการนำเข้า 980 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหลักจากเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ที่น่าสนใจคือ ไทยมีการส่งออกสูงถึง 2,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีตลาดหลักในอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์และพม่า รวมถึงออสเตรเลียและฮ่องกง
- อินโดนีเซีย มูลค่า 9,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต 4.4% โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แต่งหน้า 6.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว 3.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะเติบโต 4.45% ในช่วงปี 2024-2029
- มาเลเซีย คาดการณ์เติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงสุดในภูมิภาคที่ 16% ระหว่างปี 2024-2028 โดยโดดเด่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย 9%
- เวียดนาม มูลค่า 2,670 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022-2024 เติบโต 4.8% และคาดว่าจะถึง 3,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2025 โดยมีสกินแคร์และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลเป็นหมวดหลัก
- สิงคโปร์ แม้จะไม่มีการผลิต แต่เป็นประเทศที่โดดเด่นด้านการค้าและการนำเข้าผลิตภัณฑ์ความงาม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง
- ฟิลิปปินส์ มีความนิยมในผลิตภัณฑ์กำจัดขน แม้ว่าตลาดโดยรวมจะติดลบ 7%

6 เทรนด์สำคัญที่น่าจับตา
1. Natural and Herbal Beauty ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากพืช ปราศจากสารเคมี และเน้นส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น เช่น ขมิ้น มะขาม และว่านหางจระเข้
2. Digital & Social Commerce พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างTikTok, Instagram, Shopee, Lazada อย่างชัดเจน การเพิ่มขึ้นของ Beauty Influencers และ Live Streaming รวมถึงการนำเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) มาใช้ในการทดลองสินค้า (AR Try-ons) กำลังเป็นที่นิยม ช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อ และยังเป็นช่องทางสำคัญในการค้นพบสินค้าและแบรนด์ใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ซื้อด้วยอารมณ์ และกลุ่ม Millennials ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
3. Inclusivity and Customization ตลาดความงามกำลังตอบสนองความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งเฉดสี เนื้อสัมผัส และสูตรผลิตภัณฑ์ที่ปรับให้เหมาะกับสภาพผิวและภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่น นอกจากนี้ ความต้องการผลิตภัณฑ์ Gender-neutral ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. Expanding Men's Grooming ผู้บริโภคชายให้ความสนใจและลงทุนในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด มอยเจอร์ไรเซอร์ และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม เพราะได้รับอิทธิพลของ K-Beauty ทำให้ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของตน
5. Silver Beauty - Elderly-Focused Products เมื่อประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ เช่น ไทย สิงคโปร์ และเวียดนาม ตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้สูงอายุจึงขยายตัว ซึ่งกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอย ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวแพ้ง่าย และบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย พวกเขาต้องการผลิตภัณฑ์ที่ใช้ขั้นตอนน้อยแต่ให้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงมีแนวโน้มที่จะไม่ชอบผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม ซึ่งแคมเปญที่ส่งเสริมความงามตามวัยก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ
6. Sustainability and Conscious Beauty ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รูปแบบการเติม (Refill) และผลิตภัณฑ์ที่ Cruelty-free (ไม่ทดลองกับสัตว์) หรือ Vegan และ Ethical Sourcing เป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับความโปร่งใสและความยั่งยืน มากกว่าราคา
สำหรับความท้าทายและโอกาส
เกศมณี สรุปทิ้งท้ายว่า แม้ตลาดจะเติบโต แต่อุตสาหกรรมความงามก็ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะในเรื่องของฮาลาล การขอใบรับรองฮาลาลในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น ใบรับรองจากประเทศไทย ไม่สามารถใช้ได้ในอินโดนีเซีย (BPJPH) ซึ่งเป็นตลาดมุสลิมขนาดใหญ่ การลงทุนในการขอใบรับรองฮาลาลของอินโดนีเซียมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ให้การรับรองระยะยาว 3-5 ปี
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ การขยายตัวของเมือง การเข้าถึงดิจิทัล และความตระหนักรู้ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ล้วนเป็นปัจจัยที่เสริมศักยภาพของตลาดนี้ ผู้ประกอบการในประเทศมีโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะการนำสมุนไพรพื้นบ้านมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เทรนด์เหล่านี้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความนิยมในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในฐานะผู้นำตลาดและศูนย์กลางธุรกิจความงามในภูมิภาค ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความงามระดับภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุด Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ซึ่งงานในปีนี้รวบรวมแบรนด์ความงามกว่า 2,000 แบรนด์จากผู้แสดงสินค้ากว่า 650 ราย พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามอาเซียนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและแข่งขันได้ในระดับสากล