ดุสิต เซ็นทรัล พาร์คถือเป็นอภิมหาโครงการของกลุ่มดุสิตที่ร่วมทุนกับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มีมูลค่ารวมประมาณ 46,000 ล้านบาท โครงการนี้เป็นมิกซ์ยูส ประกอบด้วย โรงแรม, ศูนย์การค้า, อาคารสำนักงาน, และที่พักอาศัย
โดยโครงการตั้งนี้อยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีเดิม บริเวณหัวมุมถนนสีลมตัดกับถนนพระราม 4
ความน่าสนใจของดุสิต เซ็นทรัล พาร์คก็คือโครงการนี้มีพื้นที่ประมาณ 23 ไร่ ถือเป็นที่ดินผืนใหญ่ที่อยู่ในย่านเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งแทบจะหาไม่ได้แล้ว แต่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์คกลับมีการวางผังโครงการด้วยการกันพื้นที่ส่วนหนึ่งคิดเป็นขนาดถึง 7 ไร่ เพื่อทำเป็น “สวนลอยฟ้า” เปิดให้ลูกค้าและคนทั่วไปเข้ามาใช้บริการ
การกันพื้นที่เกือบจะ 1 ใน 3 เพื่อเป็นพื้นที่สีเขียวตรงกลางล้อมด้วยอาคาร 3 อาคาร คือ โรงแรม, คอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน แทนที่จะสร้างเป็นอาคารสูงเพิ่มอีก 1 อาคาร จึงเป็นเรื่องที่น่าค้นคำตอบ
เพราะด้วยพื้นที่ขนาดนี้ หากใช้ก่อสร้างเป็นอาคารอีก 1 อาคารก็น่าจะทำให้มูลค่าโครงการนี้ขยับสูงขึ้นไปอีกเป็นหมื่นล้านบาท แต่กลุ่มดุสิตก็เลือกที่จะทำเป็นพื้นที่สีเขียวแทน
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดุสิตธานีก่อตั้งมา 75 ปีแล้ว โรงแรมดุสิตธานีในกรุงเทพฯ ก็อยู่คู่กรุงเทพฯ มากว่า 50 ปี เราเป็นหมุดหมายสำคัญของกรุงเทพฯ มาโดยตลอด ในอดีตตึกของเราเคยสูงที่สุดในประเทศไทย เรามีความตั้งใจที่จะให้โรงแรมดุสิตเป็นโรงแรมไทยที่มีมาตรฐานสากล เมื่อเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าก็เปลี่ยน เราจึงต้องปรับตัวให้ตอบสนองต่อโลกที่เปลี่ยนไป แต่ก็ต้องเคารพในสิ่งที่เคยเป็นมาและอนุรักษ์ไว้ เราดึงเอาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรช่วยเก็บข้อมูลสิ่งที่เราควรรักษา และได้สถาปนิกอย่างคุณสมเกียรติจาก A49 มาช่วยเติมเต็มสิ่งที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่
“แนวคิดของสวนลอยฟ้า คือเราต้องการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพราะว่าเราอยู่ตรงข้ามสวนลุมเลย เรารู้ว่าที่ดินแบบนี้หาไม่ได้ในย่านนี้อีกแล้ว เราถึงต้องทำ หลักคิดของเราคือ เดิมโรงแรมดุสิตธานีถือเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร พอเราจะสร้างโครงการใหม่ สิ่งที่เราทำได้ก็คือการส่งมอบพื้นที่สีเขียวเป็นของขวัญ
จริงๆ การทำพื้นที่สีเขียวนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เพราะว่าจะทำให้โครงการของเรามีข้อแตกต่าง เป็น Unique Selling Point เพราะถ้าเราไม่ทำมันก็จะมีแต่ตึกเหมือนกันทุกตึก คนก็ไม่อยากมาที่นี่ แต่การที่เราแบ่งพื้นที่ไปทำสวนลอยฟ้าจะทำให้คนอยากมาทำกิจกรรม อยากตอนนี้โครงการคอนโดมิเนียมเราก็ขายไปแล้วกว่า 90% แล้ว”

สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่จะเปิดในเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (Thailand’s Largest Urban Roof Park) ที่ศุภจีอธิบายว่า ช่วยทำให้โครงการ Dusit Central Park เชื่อมต่อคุณค่าจากอดีตเข้ากับอนาคตให้ลงตัวที่สุด
“โครงการนี้ประกอบด้วยโรงแรมดุสิตธานีในกรุงเทพฯ, ดุสิต เรสซิเดนซ์เซส, ส่วนค้าปลีกที่ร่วมกับเซ็นทรัลพัฒนา และอาคารสำนักงาน สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันคือสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ เราขุดลงไปใต้ดิน 4 ชั้น หนึ่งชั้นเป็นศูนย์การค้าที่เชื่อมกับ MRT สถานีสีลม และเชื่อมต่อไปยัง BTS สถานีศาลาแดงได้
โดยปกติแล้ว หลังคาของส่วนค้าปลีกมักจะเป็นที่วางชิลเลอร์เครื่องปรับอากาศหรืออุปกรณ์ดูแลตึก แต่เราคิดว่าขอนำพื้นที่ตรงนี้สร้างประโยชน์มากกว่า เราตั้งใจอยากให้พื้นที่นี้สร้างคุณค่าและกลับมาเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่คนกรุงเทพฯ ได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน และสร้างคุณค่าในการอยู่ในวิถีเมือง เรามองว่านี่คือการนำวิสัยทัศน์และเจตนารมณ์ของกลุ่มเราไปส่งมอบคุณค่าให้สังคมเมืองของกรุงเทพฯ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ 7 ไร่ หรือประมาณ 11,200 ตารางเมตร”

เมื่อถูกถามถึงในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ศุภจีมองเห็นประโยชน์อะไรที่สำคัญที่สุดจากโครงการสวนลอยฟ้าแห่งนี้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ศุภจี กล่าวว่า แม้จะมีคนถามว่า ทำไปเพื่ออะไร ไม่ได้เงิน แต่ตนเองมองว่าของบางอย่างมีคุณค่ามากกว่าเงิน และเงินจะตามมาทีหลังเอง และอธิบายเพิ่มเติมว่า
ด้านเศรษฐกิจ : พื้นที่นี้จะเป็นจุดดึงดูดให้คนอยากมา ไม่ว่าจะเป็นคนต่างชาติหรือคนไทย ทุกคนสามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันได้ เมื่อเข้ามาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแขกโรงแรม ลูกบ้านดุสิต เรสซิเดนซ์เซส พนักงานออฟฟิศ หรือประชาชนทั่วไป เมื่อเข้ามาก็ต้องมีการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้โครงการของเรามีจุดเด่น
“ทุกวันนี้เล็กใหญ่ไม่สำคัญ สำคัญที่เรามีจุดเด่นหรือไม่ และเราเชื่อว่านี่คือจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร”
ด้านสังคม : เรามีพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน ได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในเมืองกรุงอย่างมีคุณภาพ สวนนี้เป็นสวนเปิด เป็นสวนสาธารณะที่คนเข้ามาก็ต้องช่วยกันดูแล เป็นการช่วยกันสร้างวิถีคนเมืองให้อยู่ในกรุงได้อย่างมีคุณภาพ
ด้านสิ่งแวดล้อม : ประโยชน์มีมากมายมหาศาล เรากำลังช่วยสร้างระบบนิเวศเมือง ช่วยต่อยอดวิสัยทัศน์ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติที่ต้องการปลูกต้นไม้หลายล้านต้น เราขอช่วยเติมในส่วนที่เราทำได้ทำให้กรุงเทพฯ มีความเขียวและมีระบบนิเวศที่ครบถ้วน
“เราตั้งโจทย์ยากๆ ให้ผู้ออกแบบว่าอยากให้สวนมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส เราต้องการให้พื้นที่นี้เป็นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าเข้าใจไม่ผิดต้นไม้บางส่วนจะเป็นใบหนาและมีขนในการดักฝุ่น แล้วก็หาต้นไม้ที่สร้างออกซิเจนให้มากที่สุด และไม่ใช่แค่นั้นต้นไม้ต้องเป็นต้นไม้ไทย
เราออกแบบสวนนี้ให้เป็นลักษณะการเล่นระดับ เพื่อให้มีความสวยงามตามธรรมชาติ เราทำเป็นเหมือนแลนด์สเคปที่เชื่อมโยงกับตึกทั้ง 3 ตึก โดยที่ตึกเหล่านี้จะไม่บดบังวิวสวนลุมพินีจากมุมที่สวยงามที่สุดโดยมีสวนเชื่อม 3 ตึกอยู่ตรงกลาง เราใช้ Concept 3 กษัตริย์ คือตัวตึกโรงแรมจะเป็นสีทอง ถ้ามองจากสวนลุมจะสวยงามเป็นสีทอง Spike ยอดอาคารนี่ก็ยอดเดิม เราให้ทางมหาลัยศิลปากรช่วยเก็บรักษาเอาไว้ ส่วนอาคารสำนักงานจะเป็นสีเงิน และส่วนอาคารพักอาศัยจะเป็นสีนาก เชื่อมกันด้วยสวนสีเขียว”

ด้วยความที่สวนลอยฟ้าแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็น Open Space หัวใจของการออกแบบที่ทางทีมสถาปนิกให้ความสำคัญก็คือความสะดวกในการเดินทางเข้ามาทำกิจกรรม ซึ่งโครงการนี้คนทั่วไปสามารถเดินทะลุจากสถานี MRT สามารถเข้ามาในโครงการผ่านห้างสรรพสินค้าได้ ส่วนคนที่มาทางก็มีสกายวอล์คหรือลิฟต์มาที่ชั้น 6
ส่วนผู้ที่อยู่ในโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม เรสซิเดนซ์ หรืออาคารสำนักงาน ก็สามารถเชื่อมเข้าสู่สวนได้จากชั้นต่างๆ ที่เชื่อมถึงกัน แขกของโรงแรมก็สามารถเดินเข้าสวนได้ที่ชั้น 4 ส่วนพื้นที่ค้าปลีกก็สามารถเข้าได้จากชั้น 4, 5, 6
“พื้นที่ตรงนี้ทุกอย่างเป็นออร์แกนิกหมด ไม่มีการใช้สารเคมี เรามีความตั้งใจจะให้แมลงเข้ามา เรามีต้นไม้กันแมลงบางชนิดที่ไม่อยากให้เข้า แต่แมลงที่อยากให้เข้ามา เช่น เต่าทอง แมงปอ ผีเสื้อ แล้วก็ต้องการที่จะให้เป็นพื้นที่ของแรงบันดาลใจด้วย
สำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง เรามีลิฟต์เฉพาะจากที่จอดรถที่จะพาขึ้นมายัง Dog Park ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับสุนัขได้วิ่งเล่น ส่วนอื่นๆ ของสวนก็เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ แต่ต้องเป็นสุนัขขนาดเล็กและอยู่บนรถเข็นหรือจูง เราจะมีเกณฑ์และรายละเอียดแจ้งให้ทราบต่อไป เราเน้นย้ำเรื่องการเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกัน และเจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องดูแลความสะอาดและความเรียบร้อย”
ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางทีมงานมีแผนจะนำเอาแอปพลิเคชันมาช่วยในการจัดการเรื่องคนเข้าออกในพื้นที่ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านพื้นที่ที่สามารถของรับคนได้ประมาณ 1,000 กว่าคน ซึ่งในช่วงแรกๆ คนทั่วไปที่จะเข้ามาใช้บริการจะต้องลงทะเบียนผ่านแอป เพื่อเป็นการดูแลควบคุมในเรื่องของความปลอดภัย

“เราเชื่อว่าการสร้างคุณค่าให้กับสังคมเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน เมื่อเรามอบสิ่งดีๆ ให้กับชุมชนและเมือง พื้นที่นั้นก็จะดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้งาน สร้างประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อโครงการ การที่คนอยากมาใช้ชีวิตร่วมกัน เราอยากให้สวนลอยฟ้าของเราเป็นพื้นที่แห่งความสุข เป็นพื้นที่แห่งความรู้ เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ”
ช่วงท้ายของการพูดคุยทีมงานถามศุภจีว่า เรื่อง Gift & Take เป็นหลักการทำธุรกิจยุคใหม่ใช่หรือไม่?
ศุภจี อธิบายว่า การบาลานซ์ 2 สิ่งนี้จะทำให้เราสามารถทำธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ถ้าเราคิดแต่เราจะได้ มันอาจจะไม่ยั่งยืน ถ้าเราทำโครงการมาเพื่อตัวเราคนเดียวมันอาจจะไม่ได้ยั่งยืน
“การทำธุรกิจปัจจุบัน หัวใจสำคัญมี 3 ประการ 1. ความยั่งยืน เราต้องมองเรื่องความยั่งยืน อย่ามองระยะสั้นอย่างเดียวต้องมองระยะยาว 2. ความมั่นคง ภาคธุรกิจยังคงต้องมีกำไร 3. ความสมดุล ต้องมองเรื่องการที่เราจะต้องเดินไปข้างหน้าไปพร้อมๆ กับทุกภาคส่วน มากเกินไปก็ไม่ได้ น้อยเกินไปก็ไม่ได้ เพราะสุดท้ายจะไม่ตอบโจทย์ความสมดุล”