มีตัวเลขที่น่าสนใจชุดหนึ่งจากงานสัมมนา TRC 2025 ที่รายงานว่า สถานการณ์ของร้านอาหารในปี 2025 ยังคงท้าทาย โดยพบว่า ร้านอาหารที่เปิดใหม่ลดลง 30% และที่น่ากังวลคือ 50% ของร้านอาหารที่เปิดใหม่ต้องปิดตัวลงภายในปีแรก ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับปีที่ผ่านมา
ตัวเลขนี้กำลังบ่งชี้ว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่เปิดช้า แต่ปิดไว
ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกลุ่มร้านอาหารขนาดเล็ก เพราะเสียเปรียบร้านขนาดใหญ่ และเชนร้านอาหาร ทั้งในเรื่องของต้นทุนและประสบการณ์
ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูซบเซาก็ยังพบว่ามีร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยที่ยังสามารถยืนหยัดอยู่ในพายุฝนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
เหตุผลหลักที่ทำให้ร้านขนาดเล็กอยู่รอดได้มาจากคุณภาพของอาหารและความชัดเจนของร้าน
ทีมงานรวบรวมเคล็ดลับการสร้างแบรนด์ของร้านอาหารขนาดเล็ก อย่างหมึกมันไก่, จี่เกีย และเรือนจรุง เพื่อถอดบทเรียนทางธุรกิจที่ว่า ขนาดไม่ใช่ข้อเสีย ถ้ารู้ว่าตัวเองคือใคร
1. คาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนและแตกต่างเชฟหมึก ฐิตาภัสร์ วีระปฐมศักด์ เจ้าของร้านหมึกมันไก่ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของหมึกมันไก่ เริ่มต้นจากความรักและความถนัดในข้าวมันไก่สิงคโปร์สไตล์ไทย เพื่อหนีจากตลาดที่มีแต่เมนูข้าวมันไก่ซ้ำกัน และทำให้แบรนด์มีจุดขายชัดเจน และการเลือกทำในสิ่งที่รักและเชี่ยวชาญช่วยเพิ่มมูลค่าและหลีกเลี่ยงการแข่งขันโดยตรง
"เราทำเรื่องธรรมดา และถนัดที่สุด ทำที่ละอย่าง โฟกัสที่ละอย่าง ไม่หวือหวา แต่ว่าต้องไปให้สุดทาง ไปแบบที่ว่าเราไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้แล้ว"ทางด้านเชฟหมู ทิฆัมพร ศรีคำแหง จากร้านจี่เกีย เสริมว่า ภาพลักษณ์ของร้านอาหารมีความสำคัญมากในยุคที่คนมีสมาธิน้อยลง ตัวอย่าง เช่น ร้านจี่เกียที่สร้างจุดขายในเรื่องของการนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของอีสานมาสร้างสรรค์เป็นอาหารอีสานที่ผสานกลิ่นอายญี่ปุ่น ด้วยการพัฒนาซอสปลาร้าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
"จุดอ่อนอาหารอีสานคือคนมองว่าไม่สะอาด กลิ่นแรง บางคนกินเพื่อความตลก เรากินกันเองปกติ แต่คนมองไม่ปกติ ภาพเลยไม่ได้ เราจะทำให้อีสานอยู่ในร่องเดียวกับอาหารญี่ปุ่นที่กินดิบได้ เลยกลายเป็นอีสานบวกอิซากายะ"2. คุณภาพคือหัวใจเชฟเหมียว จรัส ภาคอัด เจ้าของร้านเรือนจรุง กล่าวว่า เหตุผลที่เรือนจรุงเป็นร้านอาหารที่จองยากมากๆ นั้นมาจากความตั้งใจที่จะทำอาหารทุกจานให้ดีที่สุด จึงทำให้ไม่สามารถรับลูกค้าที่ได้ละมากๆ นอกจากนี้เชฟเหมียวยังให้ข้อคิดเพิ่มเติม คนที่จะบอกว่าอาหารของเราดีหรือไม่ดี คือลูกค้าไม่ใช่คนทำ
"คิวนาน โต๊ะน้อย ผมสร้างเรื่องนี้ก่อน คุณมีของดีต้องเล่าให้ดีด้วย ตรงนี้ควรเป็นขั้นพื้นฐานมากกว่าพูดเรื่องความอร่อย เพราะว่ามันเหมือนกันหมดแล้ว"
3. อย่าแค่ขายของอร่อย แต่ต้องขายประสบการณ์เชฟหมู อธิบายว่า เชฟเกือบทุกคนทำอาหารอร่อย แต่ไม่ใช่ทุกคนมีเรื่องเล่าที่ดี ตัวอย่าง เช่น จี่เกียที่พยายามสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าเข้าใจว่าอาหารอีสานดิบก็มีความสะอาดและลึกซึ้งในวัฒนธรรมได้ ซึ่งทางร้านเองก็มีการนำเอามาตรฐานงานบริการแบบญี่ปุ่น (Omotenashi) มาใช้ และยังมีการทำ Storytelling ที่เกี่ยวข้องกับอาหารอีสานอย่างต่อเนื่อง