ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่การแข่งขันรุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “นวัตกรรม” กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกองค์กรต้องมีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มโครงการที่พักอาศัยที่ไม่ใช่แค่การก่ออิฐฉาบปูนแล้วจบ แต่ยังมีเรื่องความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ดังนั้นองค์กรที่สามารถนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการสร้างระบบความปลอดภัยภายในอาคาร จะกลายเป็นจุดแข็งที่สร้างแต้มต่อทางการแข่งขันได้อย่างแท้จริง
“เอพี ไทยแลนด์” เป็น Case Study ที่น่าสนใจในฐานะผู้นำวงการอสังหาริมทรัพย์ เอพียกระดับมาตรฐานอาคารสูงด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างล้ำสมัย ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ การออกแบบ และความปลอดภัย จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผู้บริโภคมั่นใจและไว้วางใจมากที่สุดในยุคนี้ แม้ในช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมหลายโครงการ แต่เอพีมีกระบวนการจัดการรับมืออย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบระบบความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง การสื่อสารและประสานงานเพื่อแก้ไขเฉพาะหน้า ไปจนถึงการวางแผนฟื้นฟูคืนความมั่นใจ เพื่อส่งมอบ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” ให้กับลูกค้าทุกคน
สิ่งที่เกิดขึ้นจากการตอบสนองต่อการแก้ไขวิกฤตอย่างรวดเร็ว คือโอกาสในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคที่ส่งผลต่อความรู้สึกและการสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกบ้านได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดความมั่นใจและความไว้วางใจในแบรนด์และองค์กรเอพีที่สามารถต่อยอดไปสู่เรื่องของ Brand Loyalty ที่ดีในอนาคต
คุณกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม Chief Business Group - Condominium, เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในครั้งนั้น สิ่งสำคัญคือเรื่อง “ระบบความปลอดภัย” เป็นสิ่งที่เอพีให้ความสำคัญมาโดยตลอด และเป็นโอกาสในการพิสูจน์ให้เห็นว่าเอพีเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าสามารถเชื่อมั่นได้จริง ความจริงแล้วโครงการคอนโดมิเนียมของเอพีถูกพัฒนาขึ้นตามมาตรฐานกฎกระทรวง พ.ศ. 2540 / 2550 / 2564 ที่กำหนดให้การออกแบบอาคารสามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ แต่เมื่อมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นทางเอพีได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับลูกบ้าน ด้วยการจัดตั้งทีม AP War Room จากทีมงานทั้งระบบหน้าบ้านและหลังบ้านรวม 15 แผนก กว่า 450 คน เพื่อเข้าไปดูแลลูกบ้านในคอนโดมิเนียมของเอพีทั้ง 82 โครงการโดยทันที
นอกจากการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทันที และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ลูกค้าให้เร็วที่สุด เอพียังมีกระบวนการจัดการรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเป็นระบบในหลายๆ เรื่อง อาทิ
การลงมือทำให้มากกว่าคำว่า “มาตรฐาน” - แม้คอนโดมิเนียมทุกโครงการของเอพีจะออกแบบตามกฎ กระทรวงว่าด้วยโครงสร้างต้านแรงสั่นสะเทือน แต่ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ลูกบ้านเกิดความมั่นใจ เอพีจึงตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยการเชิญวิศวกรอาวุโสจากภายนอก 4 ท่าน เข้าร่วมตรวจสอบโครงการอย่างละเอียด และออกใบรับรองความปลอดภัยให้กับลูกค้าแบบที่ตรวจสอบได้ผ่าน Facebook และแอป Smart World อย่างโปร่งใส

ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่จริง - บางครั้ง “ความรู้สึกปลอดภัย” ไม่สามารถใช้เพียงแค่คำอธิบายเชิงเทคนิคได้ เอพีจึงสร้างประสบการณ์ทำให้ลูกบ้านได้เห็น ได้รับรู้ และรู้สึกถึงความปลอดภัยจริงๆ ในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ โดยมีการตรวจสอบครบทั้ง 82 โครงการ ภายในเวลา 4 วัน ไม่ใช่เพียงการยืนยันความมั่นคงทางโครงสร้าง แต่คือการสร้าง “ความมั่นใจ” ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง เอพียังวางระบบรองรับทุกช่องทางเพื่อให้ลูกค้าได้รับการดูแลแบบรอบด้าน ศูนย์ Call Center ของเอพีเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกบ้านในคอนโดและบ้านแนวราบได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

พื้นที่ส่วนกลาง ซ่อมก่อนไม่รอเคลมประกัน - เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ทำให้ลูกบ้านรู้สึกมั่นใจมากขึ้นจากการได้เป็นลูกค้าของโครงการเอพี เพราะ “พื้นที่ส่วนกลาง” ไม่ใช่แค่ทางเดิน สวน หรือล็อบบี้ แต่คือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและคุณภาพในการอยู่อาศัย ซึ่งสำหรับโครงการที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของเอพี มีการดำเนินการซ่อมแซมพื้นที่ส่วนกลางที่ได้รับผลกระทบทันที โดยไม่รอขั้นตอนการเคลมประกัน โดยเอพีได้จัดสรรงบประมาณล่วงหน้ากว่า 300 ล้านบาท เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ส่วนกลางให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติโดยเร็ว
รวมถึงการเร่งคืนสภาพการใช้งาน “ระบบลิฟต์” ซึ่งเป็นหัวใจของการใช้ชีวิตในอาคารสูง ด้วยความร่วมมือจากพาร์ตเนอร์ OTIS เพื่อเข้าดูแลลิฟต์กว่า 700 ตัวทั่วประเทศ ภายใน 3–4 วัน ทำให้ลูกบ้านกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกโดยเร็วที่สุด รวมถึงการจัดทีมเข้าไปช่วยลูกค้าเตรียมเอกสารการเคลมประกัน และมีบริการ FIX CARE ที่ลงพื้นที่ซ่อมแซมห้องชุดถึงที่โดยเครือข่ายช่างกว่า 50 ราย
คุณกมลทิพย์ กล่าวเสริมว่า มาตรฐานการออกแบบของเอพี มีระบบควบคุมภายในที่เรียกว่า AP Code ที่เปรียบเสมือนเป็นไบเบิลด้านมาตรฐานควบคุมการออกแบบและก่อสร้างคอนโด มีสาระสำคัญใน 4 เรื่อง คือ 1. เสา (Column) โดยกำหนดขนาดและจำนวนเสาที่เหมาะสมในแต่ละโครงการ 2. เสาเข็มและฐานราก รับน้ำหนักจากเสาลงสู่ดินลึกด้านล่าง โดยใช้เข็มเจาะขนาดใหญ่และลึก เพื่อกระจายน้ำหนักและต้านแรงสั่นสะเทือนที่มาจากใต้ดิน 3. Shear Wall (ผนังรับแรงเฉือน) เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของอาคารช่วยรับแรงด้านข้าง แรงบิดที่มาจากแรงลม แรงแผ่นดินไหว 4. ระบบพื้นอัดแรง (Post-Tension Slab) ระบบพื้นที่ไร้คาน ใช้เทคนิคการอัดแรงภายหลังเข้ามาช่วยในการก่อสร้าง ทำให้โครงสร้างพื้นมีลักษณะที่โก่งขึ้นสามารถในการรับน้ำหนักที่มากขึ้นเกิดการแอ่นตัวที่น้อยลง
“เรายังได้เพิ่มมาตรฐานใหม่สำหรับโครงการอาคารสูงในอนาคต เช่น โครงการ High-Rise ที่จะเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง มีการเสริมเหล็กแกนผนัง Lift Core มากขึ้นกว่ามาตรฐานกำหนดเพื่อให้มีความแข็งแรงและเหนียวยิ่งขึ้น เสริมเสาในส่วนริมอาคารเพิ่มเป็น 2 เท่า เพื่อให้มีความแข็งแรงและต้านทานแรงบิดหรือแรงโยงได้มากขึ้น รวมถึงการติดระบบเซนเซอร์แผ่นดินไหวในลิฟต์โดยสาร เพื่อแจ้งเตือนกรณีพบแรงสั่นในระดับที่ผิดปกติ และหยุดลิฟต์ในชั้นที่ใกล้ที่สุดเพื่อเตรียมอพยพ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้แบรนด์เอพี ซึ่งปัจจุบันเอพีมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย การโอนกรรมสิทธิ์ และพร้อมเข้าอยู่ทั้งสิ้น 20 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 14,790 ล้านบาท ทุกโครงการมั่นใจได้ในความปลอดภัยทั้งทางโครงสร้าง และสวยงามสมบูรณ์ของงานสถาปัตยกรรม”

อย่างไรก็ตาม ในมุมของพฤติกรรมผู้บริโภคบางกลุ่มอาจยังมีความรู้สึกเป็นกังวลกับการใช้ชีวิตอยู่บนอาคารสูง แต่ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยังมีข้อจำกัดของพื้นที่ในเมือง และราคาที่ดินในทำเลที่ดียังคงมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี ดังนั้นความต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองจึงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาแนวที่อยู่อาศัยในกลุ่มคอนโดมิเนียมจึงยังเป็นคำตอบหลักสำหรับการใช้ชีวิตในเขตเมือง โดยเฉพาะการตอบโจทย์ในเรื่องของที่พักอาศัยใกล้ที่ทำงาน ใกล้สถานศึกษา และการเดินทางที่สะดวก สามารถลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้ เป็นต้น
คุณกมลทิพย์ ยังมองว่า หลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่มองเห็นคือพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไปตามบริบทของวิกฤตที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ แต่ไม่ใช่พฤติกรรมถาวร เช่น ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ทำให้คนที่เคยอยู่บ้านแนวราบอยากเปลี่ยนมาอยู่คอนโดเพราะรู้สึกว่าปลอดภัยกว่า แต่มาในยุคโควิด-19 คนเริ่มโหยหาพื้นที่ส่วนตัว อยากมีบ้าน มีสวน มีพื้นที่ทำงาน ช่วงนั้นคนย้ายออกจากคอนโดกลับไปอยู่บ้านแนวราบอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบ้านแนวราบหรือคอนโดมิเนียม สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจและวางใจได้ว่า เมื่อเกิดวิกฤตหรือมีปัญหาจะมีวิธีบริหารจัดการกับปัญหาได้ดีพอ โดยเฉพาะการมีระบบความปลอดภัยที่ดีที่เชื่อมั่นได้

“การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของลูกค้าในวันนี้ จึงไม่ได้มองแค่ตัวสินค้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่ลูกค้าจะมองย้อนกลับไปที่ชื่อเสียงของแบรนด์ หรือผู้ที่พัฒนาโครงการนั้นๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่า มีความพร้อมที่จะดูแลลูกบ้านในยามวิกฤต เอพีจึงไม่หยุดพัฒนาในสิ่งที่เหนือกว่ามาตรฐานที่กำหนด ไม่ใช่แค่เพื่อให้โครงการสมบูรณ์ขึ้นในทุกด้าน แต่เพื่อให้ลูกค้าทุกคนที่เลือกซื้อบ้าน หรือคอนโดของเอพี มั่นใจได้ว่า จะสามารถเริ่มต้นการใช้ชีวิตดีๆ ในแบบที่ตัวเองเลือกได้จริงๆ” คุณกมลทิพย์ กล่าว