ตลาดความงามของประเทศไทยมีศักยภาพสูงสวนทางภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวด้วยมูลค่าประมาณ 76,500 ล้านบาท จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ธุรกิจนี้โตต่อเนื่อง 5 ปี และเป็น 1 ใน 10 ธุรกิจดาวเด่นประจำปี 2568 ซึ่งไม่เพียงแค่ศัลยกรรมความงามเท่านั้น แต่หัตถการความงามก็เติบโตแบบก้าวกระโดด
นี่จึงเป็นที่มาของการจับมือระหว่าง บริษัท เค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา จำกัด ทีมแพทย์ผู้บริหารคลินิกความงามชั้นนำของไทย และ บริษัท ไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวการแพทย์ และเวชศาสตร์ความงามระดับโลกจากไต้หวัน ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเปิดโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ด้านเวชศาสตร์ความงามเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในจังหวัดปทุมธานี ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านบาท
นาดิ้รชา ปาทาน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา จำกัด เปิดเผยว่า เค.เอ็น.เอ. มองเห็นศักยภาพของไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี ในฐานะผู้บุกเบิกเทคโนโลยีชีวการแพทย์ที่ทันสมัย และเล็งเห็นถึงโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการนำเทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานในระดับสากลมาสู่ประเทศไทย ความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนร่วมกัน แต่เป็นการผนึกกำลังเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนายกระดับมาตรฐานวงการเครื่องมือแพทย์ด้านความงามในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาต้องพึ่งพาการนำเข้า รวมทั้งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในเวทีโลกในฐานะผู้ผลิต
ด้านนายแพทย์อารอน เชีย-เซียน เซีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด กล่าวถึงการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยว่า บริษัทฯ ได้ศึกษาตลาดในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นในฐานะ Medical Hub ของภูมิภาค ทั้งในด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดความงาม รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และการส่งเสริมลงทุนที่เอื้ออำนวย และที่สำคัญที่สุด คือความร่วมมือ และความสัมพันธ์อันยาวนาน รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของ เค.เอ็น.เอ. ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 3 ปี
“ตลอดระยะเวลาที่เราได้ร่วมมือกันมา บริษัทฯ เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด และเครือข่ายพันธมิตรแพทย์ด้านความงามที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการขยายตลาดในประเทศไทย และการผลักดันให้โรงงานในประเทศไทยสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงออกสู่ภูมิภาคเอเชีย และตะวันออกกลาง โดยการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียในครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถครอบคลุมการให้บริการผลิตภัณฑ์ได้ทั่วโลก โดยโรงงานในประเทศไทยจะดูแลตลาดในเอเชียทั้งหมด รวมถึงตะวันออกกลาง ส่วนศูนย์การผลิตในไต้หวันจะดูแลการผลิตและจำหน่ายในไต้หวัน พร้อมส่งออกในโซนยุโรปและอเมริกา ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการแบ่งมาร์เก็ตแชร์ที่เหมาะสม และเราคาดหวังว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องมือแพทย์ด้านความงามในเอเชีย สร้างรายได้และเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล”
นอกจากเค.เอ็น.เอ. อินเตอร์ฟาร์มา และไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยีซึ่งเป็นกลุ่มทุนไต้หวันแล้ว ยังมีพันธมิตรอีก 4 รายซึ่งเป็นทีมแพทย์ผู้บริหารคลินิกความงามชั้นนำของไทย ประกอบด้วย นายแพทย์รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง และผู้ก่อตั้ง Rassapoom Clinic นายแพทย์ปิยวัฒน์ หิรัญนาท ผู้บริหาร และผู้ก่อตั้ง Kay Hay Clinic แพทย์หญิงนาตยา รักพ่วง แพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวชวิทยาและผู้ก่อตั้ง Dr. Aomthong Clinic และนายแพทย์กิตติธัช สินพิพัฒน์พร ผู้บริหาร และผู้ก่อตั้ง La Ferly Clinic
ทั้งนี้ได้จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัท Aesthetic Alliance All จำกัด (AAA) ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท โดยไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ในขณะที่พันธมิตรทั้ง 5 ท่านถือหุ้นในสัดส่วน 51% บริษัทจะมีการตั้งโรงงานที่จังหวัดปทุมธานี บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และได้จัดเตรียมงบประมาณสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องจักร การวิจัยและพัฒนา และสิทธิบัตรการผลิต 4 รายการซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ในกลุ่มความงาม (Aesthetic) รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในโรงงานแห่งนี้ กำหนดเริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 มกราคม 2569 และคาดว่าจะสามารถเริ่มขบวนการผลิตได้ในปี 2570 โดย 2 ผลิตภัณฑ์แรกคือ เส้นใยไหมสำหรับกระชับหน้า (Miracal Thread Lifting) กำลังการผลิตในปีแรก 100,000 เส้นต่อเดือน และ NeoFilera เป็น Biostimulator กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลิขสิทธิ์ของ บริษัท ไดมอนด์ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด จำนวน 100,000 ขวดต่อปี อย่างไรก็ตามโรงงานสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ตามความต้องการของตลาด
ส่วนอีก 2 ผลิตภัณฑ์ นายแพทย์อารอน กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพัฒนาและจะสามารถนำมาผลิตได้หลังจากโรงงานสร้างเสร็จ
โดยภายหลังจากที่สามารถดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ 4 ตัวแรกเสร็จสิ้น บริษัทฯ มีแผนในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เริ่มจากประเทศจีนเป็นหลัก รวมถึงการทำตลาดในประเทศไทย นอกจากนี้มีแผนการขยายตลาดไปสู่กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์-เลสเต บรูไน และประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
แพทย์หญิงนาตยา รักพ่วง แพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวชวิทยาและผู้ก่อตั้ง Dr. Aomthong Clinic กล่าวว่า หลายคนอาจจะคุ้นชินกับหัตถการความงามสำหรับใบหน้า แต่ความจริงแล้วเส้นใยไหม และ Biostimulator ยังถูกนำไปใช้กับร่างกายตามแนวทางของศาสตร์นรีเวชวิทยาเพื่อแก้ไขริ้วรอยแตกลาย ผิวคล้ำบริเวณจุดซ่อนเร้น รวมถึงปรับรูปร่าง
“ศาสตร์นรีเวชวิทยาเป็นอีกเซ็กเมนต์ที่เติบโตขึ้นมากโดยมีดีมานด์มากกว่าซัพพลาย เพราะเป็นศาสตร์ที่อาศัยความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์เฉพาะทาง เป็นศาสตร์แนว Preventive Medicine และการรักษาแบบองค์รวมสำหรับผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่พอผ่านการตั้งครรภ์มีบุตรแล้ว รูปร่างเปลี่ยน เกิดผิวหย่อนคล้อยแตกลาย ช่องคลอดหย่อน สามารถแก้ไขด้วยเส้นใยไหม และ Biostimulator โดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตของไต้หวันมีความก้าวหน้า ปัจจุบันพัฒนาขึ้นเป็น 4th Generation เส้นใยไหมเป็นเทคโนโลยีแบบเซาะโคน ไม่ใช่แบบก้างปลา จึงไม่เกิดปัญหาการหัก ขาด หรือตีกลับของก้างปลา เส้นใยเกาะผิวมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ดีกว่าเทคโนโลยีแบบเก่า ส่วน Biostimulator ก็มีขนาดโมเลกุลเล็กเท่ากับเม็ดเลือดขาวหนึ่งตัว นอกจากไม่จับตัวเป็นก้อนแล้วยังสามารถฉีดผิวบริเวณที่บอบบาง โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน”
สุดท้ายนี้นายแพทย์อารอน กล่าวว่าโรงงานในประเทศไทยจะเป็นฐานในการผลิตเพื่อขายในประเทศไทยและส่งออกไปในต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย และ ตะวันออกลาง โดยในระยะแรกจะส่งออกไปใน จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม
และในระยะถัดไปจะส่งออกไปใน ประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน และ ตะวันออกกลาง โดยสัดส่วนการส่งออกจะอยู่ที่ 70% และ 30% ขายภายในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายรายได้ในปีแรกที่ 500 ล้านบาท และ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20% ต่อปี คาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี