หลังจากซบเซาเพราะ COVID-19 มาพักใหญ่ ในที่สุดแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ก็จับมือพันธมิตรชั้นนำระดับโลกอย่าง NEON ผู้นำระดับโลกด้านประสบการณ์เสมือนจริงแบบอิมเมอร์ซีฟ และ Universal Destinations and Experiences ดึง Jurassic World: The Experience แห่งแรกของโลกมาเปิดที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เป็นที่เรียบร้อย
การเปิดตัวครั้งนี้ทาง AWC ใช้เงินลงทุนถึง 1,400 ล้านบาท ในการซื้อสิทธิ์มาเปิดที่ประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 ปี (สามารถต่อสัญญาได้อีก 8 ปี)
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC กล่าวว่า Jurassic World: The Experience จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวให้มาที่เอเชียทีคเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ โดยตั้งเป้าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเท่ากับช่วงก่อนเกิด COVID-19 ที่ประมาณ 50,000 คนต่อวัน ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ และวันธรรมดาที่ประมาณ 30,000 คนต่อวัน จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20,000 คนต่อวัน
ที่สำคัญก็คือ Jurassic World: The Experience จะสามารถดึงคนให้เข้ามาในช่วงเวลากลางวันเพิ่มมากขึ้น ซึ่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าในเอเชรทีคมากขึ้น
“AWC ตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำแฟรนไชส์ระดับโลกอย่าง Jurassic World: The Experience มาสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง NEON และ Universal Destinations & Experiences พร้อมการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเครือข่ายพันธมิตรของเรา ที่ร่วมรวมพลังในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เรียนรู้เพื่อความยั่งยืน ‘Better World Better Future’ ภายใน Hatch Dome และยังเปิดพื้นที่พิเศษ River Lawn สนามเด็กเล่นริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ออกแบบให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับครอบครัวและชุมชน”

โดยพื้นที่จัดแสดงทั้งหมดเมื่อรวม Jurassic World: The Experience ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 10,000 ตารางเมตร พร้อมมอบประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟที่เต็มไปด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้เข้าชม โดยราคาบัตรเข้าชมเริ่มต้นที่ 579 บาท สำหรับเด็กอายุ 3-10 ปี และ 769 บาท สำหรับผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 11 ปีขึ้นไป
“โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด AWC’s Lifestyle Destination ซึ่งได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปี และโครงการนี้จะช่วยเสริมบทบาทของเอเชียทีคในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่พร้อมต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี ภายใต้พันธกิจ ‘Building Better Future For All’ เรามุ่งมั่นให้ความร่วมมือและการเปิดตัวทุกประสบการณ์ในครั้งนี้ร่วมสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน”
ส่วนไฮไลท์ของ Jurassic World : The Experience นั้นประกอบด้วย
1. Origins of Wonder (ต้นกำเนิดแห่งความมหัศจรรย์) ผู้เข้าชมจะได้ทบทวนเรื่องราวการเกิดขึ้นของไดโนเสาร์ใน Jurassic World ผ่านการจัดแสดงก้อนอำพันพร้อมคำบรรยายจากตัวละครในตำนานอย่าง มิสเตอร์ ดีเอ็นเอ
2. Arrival at Isla Nublar (เดินทางสู่เกาะ อิสลา นูบลาร์) เมื่อผู้โดยสารลงจากเรือและก้าวเท้าเข้าสู่เกาะอิสลา นูบลาร์ ประตูขนาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของ Jurassic World ก็ปรากฏตรงหน้าอย่างน่าเกรงขาม ก่อนที่คบเพลิงจะถูกจุดขึ้นทั้งสองข้างประตูพร้อมเสียงทำนองอันคุ้นเคยจากซาวนด์แทร็กของ Jurassic World ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่ประตูมค่อยๆ ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ

3. A Close Encounter with Giants (เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งโลกล้านปี) ทันทีที่ประตูเปิดออก เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานออกมาต้อนรับผู้เข้าชมพร้อมเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแบรคิโอซอรัส ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเมื่อเจ้าแบรคิโอซอรัสตัวเล็กจามขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ปล่อยละอองฟุ้งกระจายไปในอากาศ ผู้เข้าชมจะถูกเชื้อเชิญสู่หอสังเกตการณ์ เพื่อชมเจ้าหน้าที่ขณะกำลังให้ใบไม้แก่เจ้าแบรคิโอซอรัสเป็นอาหาร
4. The Petting Zoo (สัมผัสไดโนเสาร์รุ่นเยาว์) พบกับ แองคิโลซอรัส เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ใกล้รถเข็นที่เต็มไปด้วยผักสีเขียวยื่นอาหารจานโปรดให้กับมันอย่างแผ่วเบา เจ้ายักษ์ใหญ่ดีใจนส่ายหางไปมาอย่างกระตือรือร้น ส่งผลให้ใบไม้ร่วงกราวเมื่อหางของมันปัดไปโดนเข้ากับต้นไม้ในบริเวณอย่างจัง
5. The Predator Pavilion (ดินแดนนักล่าดึกดำบรรพ์) พบเหล่าแรปเตอร์ ไดโนเสาร์นักล่าที่ถูกจับใส่ที่ครอบปาก พวกมันยังคงส่งเสียงคำราม ทั้งสะบัดและกระแทกที่ครอบปากอย่างไม่สบอารมณ์ ผู้เชี่ยวชาญอธิบายเกี่ยวกับดีเอ็นเอของสัตว์หลากหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้ในการตัดแต่งพันธุกรรมของแร็ปเตอร์เหล่านี้ พร้อมชวนให้สังเกตรายละเอียดลวดลายเฉพาะตัวอันโดดเด่นและสวยงามของแรปเตอร์แต่ละตัว
6. The Observation Deck (หอสังเกตการณ์) รับชมวิดีโอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไดโนเสาร์ เมื่อวิดีโอจบลง อินโดไมนัส เร็กซ์ ปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ พรางตัวหลบซ่อนเข้าไปในแมกไม้ ก่อนจะโผล่ออกมาอีกครั้งพร้อมคำรามลั่นจนทำให้พื้นสั่นสะเทือน
7. A Fight for Survival (ผจญภัยเพื่อเอาชีวิตรอด) เส้นทางหลบหนีที่มีคาร์โนทอรัส หายออกไปจากกรงกักกัน กล่องสินค้าในโกดังสั่นไหวและร่วงหล่นลงมาในขณะที่มันหันหัวเพื่อเผยคมเขี้ยว พร้อมคำรามด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ค่อยๆ กังวานขึ้นอย่างกึกก้อง ผู้เชี่ยวชาญรีบส่งสญญณให้ผู้เข้าชมรีบวิ่งหนีเอาตัวรอด

8. Lost in the Jungle (หลงในป่าดงดิบ) พบไดโลโฟซอรัส ที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ ก่อนที่ไดโลโฟซอรัสอีกสองตัวจะโผล่ออกมาพร้อมเสียงกรีดร้องชวนขนหัวลุก และกางแผงคออันเป็นเอกลักษณ์ของพวกมัน หนึ่งในนั้นพ่นพิษไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ
9. Caged up (กรงปริศนา) พบกับซากรถบรรทุกที่จอดพังอยู่บริเวณแล็ปกลางทุ่ง สไตกิโมล็อก โผล่ออกมา สร้างความดีใจให้กับผู้เข้าชมด้วยความน่ารักของมัน แต่เสียงคำรามของ ทีเร็กซ์ ที่ดังขึ้นใกล้ๆ ก็ทำให้ทุกคนรีบวิ่งหนีเข้าไปหลบภัยในห้องแล็ปวิจัยภาคสนามทันที
10. The Final Escape (การหลบหนีครั้งสุดท้าย) ทดลองนั่งไจโรสเฟียร์ที่พังอยู่ ก่อนจะลุ้นกับการปรากฏตัวของทีเร็กซ์
นอกจากในส่วนของโซน The Experience แล้ว Jurassic World: The Experience ยังมีโซน Jurassic World: The Experience – Retail Store ที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึก รวมถึงยังมีห้องอาหาร Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Jurassic World ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การออกแบบตกแต่งภายในอย่างประณีต ไปจนถึงเมนูอาหารที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสานต่อการผจญภัยในโลกยุคดึกดำบรรพ์ และมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารอันน่าจดจำอย่างแท้จริง โดยเมนูอาหารได้รับการออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกคนในครอบครัว ด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศกับเมนูจานเด่นที่ทั้งอร่อยและน่าประทับใจ อาทิ Tree Top Nacho Tower หอคอยนาโช่กรอบท็อปด้วยชีสและซัลซ่า, Rack of Bones Mesquite Baby Back Pork Ribs โครงหมูอ่อนย่างซอสเมสกีตสไตล์เท็กซัส, และ Baked Sea Bass ปลากะพงอบซอส ที่ได้รับการรังสรรค์รสชาติมาอย่างพิถีพิถัน ปิดท้ายด้วยของหวานสุดไอคอนิกอย่าง Molten Chocolate Egg ช็อกโกแลตเอ้กลาวาเสิร์ฟพร้อมบราวนี่และไอศกรีมวานิลลา
ห้องอาหาร The Experience Fossil & Flame Restaurant มีพื้นที่รวม 2,061 ตารางเมตร รองรับแขกทั้งโซนภายในและภายนอกได้กว่า 256 ที่นั่ง
เจอรัลด์ เรนส์ รองผู้อำนวยการ Universal Live Events & Location Based Entertainment, Universal Destinations and Experiences กล่าวว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้นำ Jurassic World: The Experience มายังประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตของเราผ่านการนำนวัตกรรมด้านความบันเทิงภายใต้แบรนด์ Universal มาสู่กลุ่มผู้ชมในตลาดใหม่ๆ ผ่านแนวคิดที่สร้างสรรค์และประสบการณ์ตรงจากต้นฉบับ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่กรุงเทพฯ ด้วยการเดินทางรูปแบบใหม่กับประสบการณ์อิมเมอร์ซีฟอันน่าประทับใจไม่รู้ลืม”
