สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ The Digital Advertising Association of Thailand (DAAT) จัดงาน DAAT Day 2025 โดยปีนี้มาพร้อมธีมที่เน้นย้ำความสำคัญของ ‘Attention’ หรือ ‘ความสนใจ’ ของผู้บริโภค ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่หายากในโลกการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ภารุจ ดาวราย นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล กล่าวว่า “DAAT Day 2025 คือพื้นที่สำคัญที่เราตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้นักการตลาดและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ความสนใจของผู้บริโภคจึงกลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่นักการตลาดทุกคนต้องให้ความสำคัญ”
ไฮไลท์สำคัญของงานคือการเปิดเผยผลสำรวจมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัลในประเทศไทย ซึ่ง DAAT ได้ร่วมกับ คันทาร์ (ประเทศไทย) และ 33 เอเยนซีสมาชิก ทำการสำรวจเม็ดเงินโฆษณาใน 70 ประเภทอุตสาหกรรมและ 18 ประเภทสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มูลค่ารวมสูงถึง 33,105 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่าง ๆ ยังคงเชื่อมั่นในพลังของสื่อดิจิทัลเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมยังคงชะลอตัวจากหลายปัจจัย
เทรนด์โฆษณาดิจิทัลและแนวโน้มภาพรวม
- มูลค่าโฆษณาดิจิทัลรวมในปีนี้อยู่ที่ 33,105 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่ DAAT เคยคาดการณ์ไว้ที่ 10% ในช่วงต้นปี สาเหตุมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางการเมือง
- กลุ่มธุรกิจที่ลงทุนบนสื่อดิจิทัลสูงสุด 5 อันดับแรกในปีนี้
1. ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ด้วยงบประมาณสูงสุดที่ 5,249 ล้านบาท หรือคิดเป็น 16% ของส่วนแบ่งตลาด และเติบโตถึง 21%
2. เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ที่ 3,062 ล้านบาท หรือ 9% ของส่วนแบ่งตลาด และเติบโต 17%
3. ยานยนต์ ที่ 2,515 ล้านบาท
4. โทรคมนาคม ที่ 2,381 ล้านบาท
5. ผลิตภัณฑ์จากนม ที่ 2,227 ล้านบาท และเติบโต 25%
- แพลตฟอร์มที่มีเม็ดเงินโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรกในปีนี้
1. Meta (FB+IG) – 8,451 ล้านบาท (26%)
2. TikTok – 6,776 ล้านบาท (20%, โต 63%)
3. YouTube – 4,397 ล้านบาท (13%)
4. Creative – 2,573 ล้านบาท(8%)
5. Social – 2,112 ล้านบาท (6%)

แนวโน้มอุตสาหกรรม- คอนเฟิร์มปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดีกว่าปีที่แล้ว เหตุผลมาจากหลายปัจจัย
- ปัจจัยลบหลายอย่าง มีผลทำให้การจับจ่ายใช้สอยลดลง
- เจ้าของแบรนด์ขายของยากนำมาสู่คำที่เราคุ้นเคยคือ “ตัดงบ” งบที่โดนแรกๆ คือ การตลาด และจะตามมาด้วย “ตัดงบโฆษณา”
- ตัวเลขการใช้โฆษณา น่าจะปรับตัวลดลงจากตอนต้นปี
- อุตสาหกรรมที่ใช้โฆษณาดิจิทัลมากขึ้นยังมีอยู่ เช่น สกินแคร์, เครื่องสำอาง มาจากเคาน์เตอร์แบรนด์ และโลคัล แบรนด์ ที่ใช้เงินสูงมากขึ้น
- เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ใช้เงินสูงมากไปกับแฟนด้อม มาร์เก็ตติ้ง มีการใช้ฐานแฟนคลับมาทำอีเวนท์ต่างๆ เพื่อดึงคนให้ไปร่วมกิจกรรม
- กลุ่มยานยนต์หดตัวมาก เพราะเศรษฐกิจและกำลังซื้อลดลง ตลาดรถ EV ยังไปได้อยู่ แต่แบรนด์จีนเปิดตัวรุ่นหมดไปเกือบแล้ว ทำให้โฆษณาจะน้อยลง แต่เปลี่ยนไปทำออนกราวด์มากขึ้น
- ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมคาดว่าจะโต 17% มาจากการแข่งขันทั้งฝั่งของโอเปอเรเตอร์ ที่แย่งกันซื้อลิขสิทธิ์บอลแทนค่ายทีวี และฝั่งลูกข่ายที่มีสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก
พฤติกรรมผู้บริโภคและการใช้สื่อ
- สังคมปัจจุบันกำลังอยู่ในโลกของ Attention Economy คอนเทนต์ที่สั้นและไวก็อาจจะยังไม่พอ แต่คอนเทนต์ต้องสร้างช่วงเวลาที่ดี เพราะ ความสนใจของคนเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และจากสิ่งเร้า
- โดยเฉลี่ยแล้วคนเช็คมือถือประมาณ 58 ครั้งต่อวัน และใช้เวลา 1-1.5 นาทีต่อครั้ง เฉลี่ย 1 วัน คนเราต้องเสียเวลา 1.2 ชั่วโมงไปกับการเข็กมือถือ หรือ 438 ชั่วโมงต่อปี หรือ 16 วัน ต่อปี
คนทำงานจะเปลี่ยนโหมดการทำงานทุก 3 นาที และต้องใช้เวลาถึง 30 นาทีในการกลับมาโฟกัสที่โหมดทำงานใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาไป 1,820 ชั่วโมงหรือ 76 วันต่อปี
- หัวใจสำคัญคือจะเปลี่ยนความสนใจเป็นคุณค่าอย่างไร เพราะคู่แข่งตอนนี้ไม่ใช่แบรนด์อย่างเดียว แต่เป็นความคิด และจุดสนใจที่เปลี่ยนไปมาก

การปรับตัวและคำแนะนำสำหรับนักการตลาด- แบรนด์ต้องเปลี่ยน Attention เป็น Acttention
- การใช้ข้อมูล (Data) เป็นหัวใจสำคัญ : นักการตลาดต้องให้ความสำคัญกับการใช้ Data Activation และ Data Analytics เพื่อวัดผลและวางแผนสื่อให้มีประสิทธิภาพ
- การทำความเข้าใจลูกค้าผ่านการวิจัยพฤติกรรม (Audience Research) และการเดินทางของลูกค้า (Customer Journey) จะช่วยให้เข้าถึงและนำเสนอโฆษณาแบบเฉพาะบุคคล (Personalize) ได้ดียิ่งขึ้น
- แม้จะมีงบประมาณสูง แต่ถ้าคอนเทนต์ไม่โดนใจก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญในปัจจุบันคือ การสร้างคอนเทนต์ที่ตรงใจ
- นักการตลาดต้องเข้าใจพฤติกรรมของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น คอนเทนต์บน TikTok ควรสั้นและมีเสียงประกอบ, บน Instagram ควรสวยงาม, และบน YouTube ควรเป็นลองฟอร์ม
- แบรนด์ควรใช้หลายแพลตฟอร์มผสมผสานกันเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เช่น สร้างไวรัลบน TikTok, ทำ Live Commerce เพื่อขายของ, และใช้ข้อมูลที่ได้ไปทำการตลาดบน Meta ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก
- นักการตลาดไม่ควรมุ่งเน้นแค่การขายสินค้าอย่างรวดเร็ว (Quick Sell) หรือการตลาดแบบ "Lower Funnel" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องไม่ละเลยการสร้างแบรนด์ในระยะยาว เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคในทุกช่วงชีวิต
- AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่สามารถเข้ามาแทนที่คนได้จริงในหลายตำแหน่งแล้ว ต้อง Re-skill ก่อนถูก “Rescale”
- นักการตลาดจำเป็นต้อง "Re-skill" และปรับตัวเพื่อนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำการตลาดแบบ Personalize และการสร้างกรณีศึกษาใหม่ ๆ
- แบรนด์ควรมองหาตลาดใหม่ (ปลาบ่อใหม่) แทนที่จะหวังจากลูกค้าเดิมอย่างเดียว
