เมื่อ Pain Point ของพ่อเปลี่ยนให้กลายเป็น Game Changer ในวงการผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก
"บางครั้งไอเดียที่ดีที่สุดไม่ได้เกิดจากการนั่งในห้องประชุม แต่เกิดจากปัญหาจริงที่เราพบเจอในชีวิตประจำวัน"
คำพูดนี้ของคุณดำเกิง ทองซ้อนกลีบ CEO & Co-Founder ของบริษัท เกรทอินดีด จำกัด เจ้าของแบรนด์ DragKooler (แดรกคูลเลอร์) อาจฟังดูเหมือนคำพูดธรรมดา แต่เบื้องหลังคำพูดนี้คือการเดินทางที่เปลี่ยนไปจากการเป็นนักโฆษณาผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในวงการ Advertising Agency สู่การเป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพธรรมชาติ ที่ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในตลาดไทย แต่ยังได้รับการยอมรับในระดับสากล

การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณดำเกิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เมื่อกลายเป็นพ่อครั้งแรก และได้พบเจอกับปัญหาที่พ่อแม่คนไหนก็ต้องเผชิญนั่นคือ การดูแลลูกตอนป่วยมีไข้ "ตอนนั้นลูกสาวมีไข้ขึ้นสูง ก็เลยลองไปหาข้อมูลเรื่องการดูแลเด็กตอนมีไข้ แล้วพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีไข้สูงนั้น มีโอกาสที่จะเป็นไข้ชักได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากสำหรับพ่อแม่คนไหน"
คุณหมอและพยาบาลแนะนำให้ใช้วิธีการเช็ดตัวลดไข้ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อลองทำจริงแล้ว ก็พบว่า "การเช็ดตัวลดไข้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ถ้าคนที่เคยมีประสบการณ์จริงๆ จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'มันไม่ง่ายเลย'"

ปัญหาที่พบเจอมีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการต้องเตรียมอุปกรณ์ทั้งถัง ทั้งผ้า การต้องถูแรงๆ เพื่อเปิดรูขุมขน แต่กลับทำให้เด็กเจ็บและไม่อยากให้เช็ดตัว รวมถึงการที่น้ำเปล่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการลดไข้เท่าที่ควร และเช็ดบนเตียงไม่ได้เพราะเปียกเลอะเทอะ
ด้วยสายตาของนักโฆษณาที่มีประสบการณ์มากว่า 2 ทศวรรษ จึงมองเห็นโอกาสในการแก้ปัญหานี้ "ผมเลยคิดว่า ถ้าเราทำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับเช็ดตัวลดไข้ โดยใส่สารสกัดสมุนไพรไทยดีๆ ที่คนอื่นๆ มองข้ามเข้าไป จะเป็นยังไง"
แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้น นักโฆษณาจะทำ R&D เป็นได้ยังไง? คำตอบมาจากการไปปรึกษา ศ.ภญ.ดร. พรอนงค์ อร่ามวิทย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"เมื่อผมเล่าไอเดียให้ท่านฟัง ท่านชอบมากเพราะเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน ทางจุฬาฯ ก็เลยยินดีที่จะทำวิจัยให้" ความร่วมมือครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ โดยใช้เวลาปีกว่าในการวิจัยและทดสอบทางคลินิก จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตัวแรกของแบรนด์ DragKooler

ผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างประสบการณ์ทางการตลาดและความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ออกมาในรูปแบบที่เกินความคาดหมาย ผ้าเปียกสมุนไพรสำหรับเช็ดตัวลดไข้ไม่เพียงแต่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด แต่ยังได้รับรางวัลนวัตกรรมจากหลายประเทศ รวมถึงถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
หลักการนั้น ได้ถูกสรุปอย่างชัดเจนในแบรนด์ แท็กไลน์ "DragKooler อ่อนโยน..แต่เอาอยู่" ซึ่งสะท้อนปรัชญาการทำงานอย่างแท้จริง
"อ่อนโยนเพราะใช้สารสกัดธรรมชาติเท่านั้น ปลอดภัยสำหรับทุกคนในครอบครัว แต่เอาอยู่คือ มีประสิทธิภาพ เพราะเราใส่เต็มที่และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วย" คุณดำเกิงอธิบายความหมายเบื้องหลังแท็กไลน์ด้วยความภาคภูมิใจ
นโยบายนี้ทำให้ DragKooler ใช้เวลา 3 ปีกว่าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพียง 3 ตัว แต่ละตัวล้วนเป็นนวัตกรรมที่แก้ปัญหาเฉพาะจุดด้วยความ "อ่อนโยนแต่เอาอยู่" อย่างแท้จริง
ผลิตภัณฑ์ตัวที่ 2 คือ ลูกกลิ้งกาวไหมทาหลังยุงกัด ที่มีส่วนผสมหลักคือ Sericin หรือโปรตีนกาวไหม บรรจุในขวดลูกกลิ้งหัวเหล็กเพื่อความสะดวกในการใช้ "โดยอยากให้ใช้ง่าย ไม่เลอะมือเหมือนบาล์ม และได้ผลตรงตามสโลแกน 'เย็นหยุดคัน..ทาหลังยุงกัด' ที่สำคัญคือเป็นสารธรรมชาติที่อ่อนโยนแต่เอาอยู่จริงๆ" ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นสินค้าขายดีที่สุดของบริษัท
ผลิตภัณฑ์ตัวที่สาม คือ สเปรย์เย็นกันยุง 3-in-1 ที่รวมสามฟังก์ชันไว้ด้วยกัน ฉีดแล้วเย็น กันยุงได้ยาวนาน 7 ชั่วโมง (มีผลรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์) และที่สำคัญคือ หอม
"เราใช้ตะไคร้หอมเพราะมีประสิทธิภาพกันยุงได้ดี แต่ pain point คือคนไม่ชอบกลิ่นของมัน จึงทำให้เป็นกลิ่น Baby Powder ซึ่งเป็นกลิ่นที่คนคิดถึง เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ทาแป้งเด็กกันแล้ว เพราะกลัวว่าจะหายใจเอาผงแป้งเข้าไป แต่คนยังคงชอบกลิ่นของมัน นี่คือตัวอย่างของการเอาเทคโนโลยีมาช่วยทำให้สารธรรมชาติที่อ่อนโยนกลายเป็นสิ่งที่เอาอยู่ได้จริง"

การสร้างแบรนด์ในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การมีผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและการมีส่วนร่วมของชุมชน "เราไม่ขายสินค้า แต่ขายแบรนด์และความน่าเชื่อถือ ผ่านแนวคิด 'อ่อนโยน..แต่เอาอยู่' ที่คนจับต้องได้จริง"
"คำว่า 'อ่อนโยน' ไม่ได้หมายความว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่หมายถึงปลอดภัย ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตราย ส่วน 'เอาอยู่' คือ การใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยที่เข้มข้นมาทำให้ธรรมชาติเหล่านั้นออกฤทธิ์ได้เต็มที่" จนทำให้ DragKooler มีเหล่า Creators และ KOLs ทำ Content มากมาย กลายเป็น "เจ้าแม่สินค้าแม่และเด็ก" ในโลกออนไลน์ แม้จะมีผลิตภัณฑ์เพียงไม่กี่ตัว แต่กลับสร้างความจดจำและความไว้วางใจได้อย่างลึกซึ้ง
หลังจากสร้างฐานที่แข็งแกร่งในตลาดแม่และเด็กด้วยหลักการ "อ่อนโยน..แต่เอาอยู่" จึงตัดสินใจก้าวข้ามขอบเขตเดิมด้วยผลิตภัณฑ์ตัวที่ 4 DragKooler Prune Cooling Clear Gel เจลแต้มสิวจากสารสกัดลูกพรุนและสารสกัดธรรมชาติหลายชนิด
"นี่คือความท้าทายใหม่ เรากำลังกระโดดเข้าตลาดใหม่ที่ไม่คุ้นเคย นั่นคือตลาด Beauty ที่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็น Red Ocean แต่เราเชื่อว่าแนวคิด 'อ่อนโยน..แต่เอาอยู่' จะทำงานได้ในทุกตลาด"
การตัดสินใจนี้ไม่ใช่การกระทำที่ไม่มีหลักการ เขาอธิบายว่า "ตลาดใหญ่ การเติบโตสูง แต่ก็แข่งขันกันดุเดือด คู่แข่งรายใหญ่มากมาย แต่เห็นช่องว่างทางการตลาดหลายจุดที่สามารถไปเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคได้"
โครงการกิจกรรมนักการตลาดเชิงสร้างสรรค์ DBD-ACM รุ่นที่ 10 ของ DBD กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ช่วยให้การวางแผนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดใหม่มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ SME ที่ต้องใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด