เทรนด์ Quiet Luxury ที่เคยดังเมื่อหลายปีก่อน ภายใต้คอนเซปต์ความเรียบหรูในแบบ ‘ผู้ดีเก่า’ (Old Money) เลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่มีโลโก้หรือลายโมโนแกรม เพราะมองว่าความ “เยอะ” เท่ากับไร้รสนิยม แต่นาทีนี้ต้องหลบไปก่อน เพราะแบรนด์ลักชูรีแฟชั่นต่างพาเรดคอลเลคชั่นใหม่ให้ Loud Luxury กลับมาตะโกนบนรันเวย์อีกครั้ง
เกิดอะไรขึ้นกับ Quiet Luxury ?
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Quiet Luxury อยู่ในกราฟขาลง ก็เพราะความเรียบๆ เป็นเหตุหรือข้อจำกัดในการดีไซน์ที่ไม่สามารถฉีกรูปแบบได้มากไปกว่าที่เป็นอยู่ ทำให้ Quiet Luxury ดูน่าเบื่อสำหรับสายแฟชั่นที่ชอบความแปลกใหม่ ประกอบกับราคาสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่งสูงขึ้นระหว่างและหลังการระบาด COVID-19 ทำสถิติสูงสุดที่ 8% เมื่อเทียบกับก่อนหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นเพียง 1% ไหนจะเจอกับภาษีทรัมป์อีก
ลักชูรีแฟชั่นแบรนด์จึงมาถึงทาง 2 แพร่ง
ฝั่งแบรนด์หรูระดับอัลตร้าลักซ์ยังมุ่งหน้าทำ Quiet Luxury เสริฟ์กลุ่มลูกค้าระดับบนต่อเหมือนเดิม
อีกฝั่งปรับตัวให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้นด้วยราคาที่พอเหมาะ พร้อมด้วยสไตล์ที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จัก ซึ่งเวลานี้เป็นถนนหลักที่ลักชูแบรนด์ส่วนใหญ่เลือกที่จะไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่านักช้อปต่างโหยหาความแปลกใหม่ Loud Luxury ย่อมกระฉากความสนใจได้ดีสุดๆ
นั่นเป็นสาเหตุให้เวลานี้ลักชูรีแฟชั่นแบรนด์หลายเจ้าเปลี่ยนผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์คนใหม่ไล่เรียงกันเหมือนนัดกันมา ตั้งแต่ Gucci ไปจนถึง Chanel และ Versace รวมถึงการมาถึงของ Luca de Meo ซึ่งเป็น CEO คนใหม่ของบริษัท Kering
ที่สำคัญก็ยังเปิดตัวคอลเลคชั่นที่โชว์โลโก้เหมือนกันซะด้วย ถือเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงว่าความสง่างามที่ละเอียดอ่อนกำลังถูกแทนที่ด้วยโลโก้ที่โดดเด่น มีสี และการออกแบบที่ฉูดฉาดมองเห็นได้ชัดเจน
Miu Miu มีเสื้อผ้าที่โชว์โลโก้กว่า 60% ของคอลเลกชัน Fendi อยู่ที่ 42% และ Chanel อยู่ที่ 30% ยังไม่นับคอลเลกชันใหม่ของ Louis Vuitton โดย Pharrell Williams ที่เต็มไปด้วยโลโก้และลายโมโนแกรม
นักวิเคราะห์กล่าวว่านี่เป็นมากกว่าเทรนด์แฟชั่น แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่คำนวณมาแล้วจะเรียกกระแสฮือฮาและดึงดูดผู้ซื้อกลับมาได้แบบถล่มทลาย