อยากดูแลแบบที่คนรักเขาทำ
มันจะพอเป็นไปได้ไหมเธอ
แบบที่คนรักเขาทำ
ฉันจะทำให้เธอทุกเรื่องเลย🎶
บิวต์ ๆๆๆ กันหน่อย
บิวต์ให้ทุกคนมาดูแลกันและกัน จะดูแลตัวเองหรือดูแลคนที่รักก็ได้
เพราะล่าสุด “BANOBAGI” ดึง “บิวกิ้น” เจ้าของเพลง Mr. Everything มาพาทุกคนดูแลผิวกันแบบ EVERYDAY ตามคอนเซ็ปต์ “BANOBAGI is My EVERYDAY
โดยในครั้งนี้ บิวกิ้น - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล นั่งแท่นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของแบรนด์ มาพร้อมแคมเปญ “BANOBAGI Built Bright Skin With B”
การเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด “บิวกิ้น - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล” ในแคมเปญ “BANOBAGI Built Bright Skin With B”
การเดินเกมการตลาดของแบรนด์สกินแคร์ BANOBAGI ครั้งนี้จะมีอะไรน่าสนใจ และสะท้อนยุทธศาสตร์อะไรบ้าง BrandAge Online จะพาทุกคนไปรู้พร้อมๆ กัน
[การเลือกพรีเซ็นเตอร์ = การรีแบรนด์สู่ภาพลักษณ์ใหม่] แรกเริ่มสิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนเลย คือการขยายตลาดของแบรนด์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจการดูแลผิวพรรณ และนิยมคอนเทนต์สาย K-Beauty ผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างลงตัว
การเลือก
“บิวกิ้น” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่ต้องการ “ขยับเข้าใกล้กลุ่ม Gen Z และ Millennials” มากยิ่งขึ้น
- บิวกิ้น มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น
- บุคลิกของเขา - สุภาพ สดใส เป็นมิตร และมีความทันสมัย - สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “BANOBAGI is My EVERYDAY” ซึ่งต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสกินแคร์คือเรื่องง่าย และควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
Insight ที่แบรนด์จับได้: คนรุ่นใหม่ต้องการความ “เรียล” และ “เข้าถึงได้” มากกว่าความหรูหราหรือซับซ้อน
[
กลยุทธ์การสื่อสารแบบ Experiential Marketing + KOL-Driven]งานเปิดตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรม PR หรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่เป็นการสร้าง
ประสบการณ์แบรนด์แบบครบวงจร (360° Brand Experience)- การเชิญทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากเกาหลีมาร่วมงาน เป็นการตอกย้ำ ความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์
- การจัดกิจกรรมที่มีกลิ่นอายแฟนมีตติ้ง เช่น มินิคอนเสิร์ต แชร์ทริคดูแลผิว การพบปะแบบใกล้ชิด ล้วนเป็นการสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับกลุ่มเป้าหมาย
- การใช้แฮชแท็ก #โกลว์เรีย และการเล่าเรื่องแบบ “เดบิวต์ผิวใส” ช่วยขยายการรับรู้ในโลกออนไลน์ และจูงใจให้เกิด UGC (User-Generated Content)
จุดแข็ง: กลยุทธ์นี้ผสมผสาน Emotional Bonding + Trust จากความเชี่ยวชาญทางวิชาการได้อย่างลงตัว
[
กลยุทธ์ Product Localization ปรับสูตรเพื่อผิวคนไทย]แม้จะเป็นแบรนด์เกาหลี แต่การเน้นย้ำว่า “พัฒนาสูตรเพื่อผิวคนไทย” โดยใช้สูตรเฉพาะอย่าง
“Seoulution” ถือเป็นการวางตำแหน่ง (Positioning) อย่างชัดเจนว่า BANOBAGI เข้าใจปัญหาผิวของ ผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย
- ลดการรับรู้ว่าเป็นเพียงแบรนด์นำเข้า
- เพิ่มคุณค่าในใจผู้บริโภคว่า แบรนด์มีการ “Customized” สำหรับตนโดยเฉพาะ
- แตกต่างจากแบรนด์ K-Beauty รายอื่นที่อาจไม่ปรับสูตรตามความเหมาะสมของภูมิอากาศหรือสภาพผิวในแต่ละภูมิภาค
[
การกระจายช่องทางจำหน่ายแบบ Omni-channel]BANOBAGI ใช้กลยุทธ์กระจายสินค้าในทุกช่องทาง (Watsons, Konvy, Online Official Stores) ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ผสมผสานการช้อปปิ้งออนไลน์และออฟไลน์
- ตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์ “เข้าถึงง่าย” ใช้ได้ทุกวัน
- เชื่อมโยงกับคอนเซปต์ "My Everyday" ได้เป็นอย่างดี
- เพิ่มศักยภาพการทำแคมเปญแบบ Cross-platform และ Retargeting ได้ง่าย
[
การใช้ Soft Power และวัฒนธรรม K-Beauty อย่างชาญฉลาด]แม้ BANOBAGI จะเป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากโรงพยาบาลศัลยกรรมในเกาหลี แต่การมาทำตลาดในไทยด้วยแนวคิด “บิ้วผิวใสสไตล์เกาหลีที่เข้าใจผิวไทย” คือการ
นำ Soft Power ของเกาหลีมาปรับใช้กับความเข้าใจตลาดท้องถิ่น- ผสานคุณค่าของแบรนด์ที่มาจากความ “แพทย์นำ” (Doctor-led) กับการ “บันเทิงนำ” (Celebrity-led)
- การให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาขึ้นเวทีด้วย ทำให้แคมเปญมีทั้งสาระและความบันเทิงในเวลาเดียวกัน
กลยุทธ์ครบ สื่อสารแม่นBANOBAGI แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคไทย การเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เหมาะสม การใช้ Storytelling ที่เชื่อมโยงกับ Emotional Benefit และการสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่เข้าถึงได้ในทุกวัน
หากเดินกลยุทธ์ต่อเนื่อง ทั้งในเชิงโปรดักต์ คอนเทนต์ และแคมเปญ BANOBAGI อาจมีศักยภาพในการขึ้นเป็น Top of Mind ของหมวด “มาสก์และสกินแคร์จากเกาหลีสำหรับคนไทย”