ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยร้อนแรงขึ้นอีก เมื่อ OMODA & JAECOO ประกาศเปิดตัว JAECOO 5 EV อย่างเป็นทางการ พร้อมกลยุทธ์ด้านราคาที่ทำให้หลายค่ายต้องหันมาจับตามอง เพราะนอกจากจะตั้งราคาที่เริ่มต้นเพียง 629,000 บาทในรุ่น Long Range Dynamic และ 679,000 บาทในรุ่น Long Range Max
งานนี้ยังมีโปรพิเศษสำหรับ 1,000 คันแรก ที่จองและรับรถภายในเดือนกันยายน ด้วยการหั่นราคาลงอีก 80,000 บาททันที ทำให้รุ่น Long Range Dynamic เหลือเพียง 549,000 บาท และรุ่น Long Range Max เหลือเพียง 599,000 บาท
การทุบราคาในครั้งนี้ อาจส่งผลโดยตรงต่อสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เพราะ JAECOO 5 EV ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม B-SUV แต่กลับเปิดตัวด้วยราคาในระดับ A-SUV ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ารถหลายรุ่นในกลุ่มเดียวกันอย่างชัดเจน ทำให้สามารถแข่งขันกับผู้เล่นหลักอย่าง BYD Atto 3 ที่เคยทุบราคาลงมาอยู่ที่ 899,900 บาท รวมถึงรุ่นอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันอย่าง GAC AION Y Plus, MG S5 EV หรือแม้แต่รถค่ายเดียวกันอย่าง OMODA C5 EV ก็น่าจะถูกเปรียบมวยไปพร้อมกันด้วย
JAECOO 5 EV ไม่ได้มีจุดขายเพียงแค่เรื่องราคา แต่ยังมีรูปลักษณ์การดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 288 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.7 วินาที วิ่งได้ไกลถึง 461 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC และรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC 11 kW และ DC Fast Charge 80 kW ห้องโดยสารออกแบบให้กว้างขวาง ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ 480–1,284 ลิตร ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางท่องเที่ยว

บิล จาง ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ โอโมดา แอนด์ เจคู บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า JAECOO 5 EV คือการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหายานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอรถไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ JAECOO 5 EV ไม่เพียงการสร้างประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียม แต่ยังมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พื้นที่ภายในที่กว้างขวาง และบริการหลังการขายที่ต่อเนื่องและครอบคลุม เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่คุ้มค่าที่สุด
JAECOO 5 EV มี 2 รุ่นย่อย ได้แก่ JAECOO 5 EV Long Range Dynamic และ JAECOO 5 EV Long Range Max โดยรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Dynamic ตกแต่งด้วยเบาะผ้า หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว กล้องรอบคัน 360° พร้อมระบบความบันเทิงครบครัน รวมถึงโหมดคาราโอเกะในรถ ส่วนรุ่น JAECOO 5 EV Long Range Max ตกแต่งภายในด้วยเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม เบาะปรับไฟฟ้า หน้าจอสัมผัสขนาด 13.2 นิ้ว ไฟเรืองแสงปรับได้ 64 สี กล้องรอบคัน 540° หลังคาพาโนรามิค (Panoramic Fixed Glass Roof) มีขนาดใหญ่ถึง 1.45 ตร.ม.ในด้านสมรรถนะ JAECOO 5 EV มีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า วิ่งไกลถึง 461 กิโลเมตร พร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS 19 ฟังก์ชัน และโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกำลังสูงถึง 77% รวมถึงการสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบาย เงียบสงบ และมีระบบช่วยการขับขี่อัจฉริยะเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ การออกแบบห้องโดยสารยังมุ่งเน้นความสะดวกสบายด้วยพื้นที่เหนือศีรษะด้านหน้า 992 มม. และด้านหลัง 997 มม. พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่รองรับการใช้งานที่หลากหลาย

ในเชิงไลฟ์สไตล์ JAECOO 5 EV ยังออกแบบมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้ที่รักการท่องเที่ยวและรักสัตว์เลี้ยง โดยใช้วัสดุหุ้มเบาะที่ทนทาน ทำความสะอาดง่าย และติดตั้งจุดยึด ISOFIX สำหรับเบาะสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำให้เจ้าของสามารถพาน้องหมาหรือน้องแมวเดินทางไปด้วยได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ฟีเจอร์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหารถยนต์ที่เป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต
ในแง่กลยุทธ์ทางการตลาด การเปิดตัว JAECOO 5 EV ครั้งนี้ถือเป็นการวางหมากสำคัญของ OMODA & JAECOO ที่ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมให้ผู้ผลิตในตลาดรถไฟฟ้าขนาดเล็กต้องจับตามอง แต่ยังตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ว่าเป็นผู้เล่นตัวจริงในการนำเสนอรถไฟฟ้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เมื่อบวกกับการสนับสนุนหลังการขาย ทั้งการรับประกันตัวรถ 8 ปีหรือ 200,000 กิโลเมตร การรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงฟรี 5 ปี และการติดตั้ง Wall Charger ให้ฟรี ยิ่งทำให้ข้อเสนอของ JAECOO 5 EV ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
ด้วยกลยุทธ์การวางราคาที่ค่อนข้างดึงดูด พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และแคมเปญเปิดตัวที่น่าสนใจจากสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาจทำให้ JAECOO 5 EV กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเป็นตัวเร่งให้การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทยทวีความรุนแรงขึ้น

สมพล เพ่งสุกาญจน์ Head of Product, OMODA & JAECOO (THAILAND) กล่าวถึงมุมมองที่มีต่อสงครามราคา (Price War) ที่เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยนโยบายของบริษัทไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามราคา เนื่องจากเป็นสิ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดและไม่เกิดผลดีต่อแบรนด์ในระยะยาว แต่ในแง่ของกลยุทธ์การทำตลาดทางบริษัทพยายามตั้งราคาให้สมเหตุสมผลที่สุด และต้องรักษาสมดุลระหว่างการระบายสต็อกรถยนต์ที่มีอยู่กับการไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว โดยกลุ่มลูกค้า Gen Y และ Gen Z จะให้ความสำคัญกับราคาที่จับต้องได้ ตัวรถมีประโยชน์ใช้สอยของรถ และความพร้อมในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
“สำหรับกลยุทธ์การตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้าใหม่ เราพุ่งเป้าไปที่ลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ไม่ยึดติดกับแบรนด์ญี่ปุ่นดั้งเดิม และพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่ รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งความท้าทายสำหรับฝ่ายการตลาดคือการเข้าถึงกลุ่มนี้ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตร และการผนวกเอกลักษณ์ของ JAECOO เข้ากับชุดแต่งรถ เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังตระหนักถึงผลกระทบต่อลูกค้าเก่าจากการเปลี่ยนแปลงราคาขายในรถรุ่นใหม่ ตรงนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางการชดเชยอย่างไรได้บ้าง อาจเป็นการจัดกิจกรรมร่วมกับ “OJ Club” เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า”
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดด้วยราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขันในตลาดอยู่ถึง 8 หมื่นบาท ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น ยังเป็นการสร้างแรงกดดันต่อค่ายรถรายอื่นๆ ที่ต้องเร่งปรับแผนการตลาดให้ทันกับศึกหนนี้
ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า ข้อเสนอนี้จะปลุก Price War ในตลาด B-SUV EV ให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ มาลุ้นกัน
