ข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้ว่าตามหลักเกณฑ์ของเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ควรมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำต่อคนคือ 9 ตารางเมตร หรือมาตรฐานในอุดมคติคือควรมีพื้นที่สีเขียวอยู่ที่ 50 ตารางเมตรต่อคน โดยพื้นที่สีเขียวที่นำมาคำนวณจะต้องเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่าสังคมเมืองระดับย่านควรมีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ในระยะการเดินเท้าทุกๆ 300 - 500 เมตร ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนมากขึ้น
Dusit Central Park ถือเป็นอีกโครงการมิกซ์ยูสที่มองเห็นความสำคัญตรงนี้จึงได้มีการกันพื้นที่ของโครงการถึง 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) จาก 23 ไร่ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของโครงการ เพื่อทำเป็น Roof Park สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศใจกลางโครงการ
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Roof Park ของ Dusit Central Park แห่งนี้ใช้แนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า Biophilia หรือกัลยาณมิตรกับธรรมชาติเป็นแกนกลางเพื่อเชื่อมต่อ 4 องค์ประกอบโครงการ ทั้ง โรงแรม ที่พักอาศัยศูนย์การค้าและสำนักงาน โดยหวังจะเพิ่มโอกาสให้สังคมเมืองใกล้ชิดธรรมชาติสร้างสัมพันธ์ของ “คน - ธรรมชาติ - สิ่งมีชีวิต” ลด “ภาวะขาดธรรมชาติ” หรือ Nature Deficit Disorder (NDD) พร้อมยกระดับพื้นที่สีเขียวด้วยเทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองคุณภาพ เต็มไปด้วยความสุขและเติบโตในระดับโลก

แนวคิดการออกแบบที่สำคัญของสวนลอยฟ้าแห่งนี้ คือ
-เชื่อมต่อกับสวนลุมพินี : สวนถูกออกแบบให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับสวนลุมพินี ทั้งในด้านทัศนียภาพ ระบบนิเวศสีเขียว และการใช้งาน
-Inclusive Design : เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงและใช้งานได้หลากหลาย
-สร้างระบบนิเวศ : ออกแบบให้พื้นที่สีเขียวเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเมือง อนุรักษ์คุณค่าเดิม : คุณค่าเดิมของโรงแรมดุสิตธานี ถูกนำมาตีความในการออกแบบ
แต่จุดที่น่าสนใจของสวนลอยฟ้าแห่งนี้คือการคัดเลือกพันธุ์ไม้และระบบนิเวศที่นอกจากจะเลือกโดยเน้นประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม เช่น เก็บคาร์บอนไดออกไซด์, ให้ร่มเงา, ดักจับฝุ่นแล้ว ยังมีเรื่องของการคัดเลือกจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของกรุงเทพฯอีกด้วย
ศุภจี อธิบายว่าสวนลอยฟ้าของโครงการคัดเลือกพันธุ์ไม้มาปลูกเพื่อสร้างสังคมพืชที่เหมาะสมและเป็นระบบนิเวศเฉพาะของกรุงเทพฯ และเน้นปลูกไม้มงคลตามความเชื่อของคนไทย
นอกจากนี้ยังพยายามที่จะนำเอาพันธุ์ไม้หายากของกรุงเทพฯ มาปลูกเพื่อให้คนที่มาเดินชมสวนได้ศึกษากลับไปถึงประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ
“หลายคนอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า ชื่อของกรุงเทพฯ นั้นมีรากมาจากต้นมะกอกน้ำ สมัยอยุธยาชาวต่างชาติที่มาค้าขายกับเรา เขาก็นั่งเรือล่องมาตามแม่น้ำ เขามาถึงจุดนี้ก็เห็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่เป็นดงก็คือต้นมะกอกน้ำ เขาก็ถามว่าต้นอะไร แต่ฝรั่งก็จะเรียกสั้นๆว่ามะกอก ส่วนบางก็แปลว่าเมือง ก็เลยกลายเป็นบางมะกอก และเหลือแค่ “บางกอก” ในเวลาต่อมา เราพยายามเล่าเรื่องราวของกรุงเทพในอดีตผ่านพันธุ์ไม้เหล่านี้”

โครงการ Dusit Central Park วางคอนเซปต์ในการเลือกสรรพันธุ์ไม้ โดยได้ศึกษาและคัดสรรพันธุ์ไม้ไทย จากการถอดความวรรณคดีไทย อย่าง “นิราศภูเขาทอง” หนึ่งในบทประพันธ์ชั้นครูที่สุนทรภู่ประพันธ์ขณะบวชเป็นพระภิกษุระหว่างการเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทองที่กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) “นิราศสุพรรณบุรี” นิราศเรื่องแรกและเรื่องเดียวของสุนทรภู่ประพันธ์ ด้วยฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพ และ “นิราศเมืองแกลง” กวีนิพนธ์แบบกลอน เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับพรรณไม้เดิมที่อยู่เคียงคู่วิถีไทยตั้งแต่อดีต และเพื่อช่วยในการคัดสรรพรรณไม้ไทยและต้นไม้ประจำถิ่นที่มีความหลากหลายมากกว่า 100 สายพันธุ์
ทั้งกลุ่มไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น ไม้น้ำ และไม้คลุมพื้น และยังใช้หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธุ์ไม้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มให้ร่มเงา กลุ่มดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และผลิตออกซิเจน กลุ่มดักจับฝุ่น และกลุ่มส่งเสริมระบบนิเวศ อาทิ บุนนาค พิกุล จิก ไคร้ย้อย ลำพู มะเดื่อ อโศก โสกน้ำ โสกเหลือง ลีลาวดีที่เป็นไม้เดิมที่อยู่ที่ดุสิตธานี หว้าแม่น้ำ อินทนิลน้ำ กันเกรา ต้นพระเจ้าห้าพระองค์ ไคร้ย้อย จิกน้ำที่อยู่ตามป่าชายเลนของไทย แก้วมุกดา สร้อยอินทนิล เสลา อินทนิล ตะแบก โมกมัน ชงโค กรรณิกา ต้นแก้ว รวมไปถึงไม้ใหญ่ เช่น ตะเคียน ขานาง ชมพู่น้ำ มะฮอกกานี พะยูง มะค่าโมง ยางนา ยางแดง สมอไทย ยางเหียง ชุมแสง กระทุ่ม สาละลังกา ต้นสำโรง เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มต้นไม้ที่มีความสิริมงคล เช่น มั่งมี ขนุน มะยม มะเฟือง มะรุม ไทรใบสัก รวงผึ้ง ลำดวน แก้วเจ้าจอม พุดสามสี พุดมาลัย พู่จอมพลโยทะกา ช้างน้าว กัลปพฤกษ์ และชงโคไทย รวมไปถึงไม้เลื้อยและไม้พุ่มเล็ก เช่น ขิง ข่า รักแรกพบ และโยธกา อีกหนึ่งไฮไลต์ของสวน Roof Park คือไม้น้ำนานาชนิดบริเวณน้ำตก เช่น ตีนเป็ดน้ำ ชุมแสง แว่นแก้ว พัดโบก ฝาด ลำพูน บอน และมะกอกน้ำ ซึ่งต้นไม้สำคัญๆ จะมี QR Code ให้สแกนอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

รายละเอียดพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจในสวนลอยฟ้า Dusit Central Park
- ลำพู (Mangrove Apple) ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าของป่าชายเลน โดดเด่นด้วยรากที่โผล่พ้นน้ำ ใบเขียวหนาและแข็งแรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ มีดอกสีขาวสะอาดตาตัดกับเกสรแดงสด ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ได้เด่นเพียงรูปลักษณ์ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศชายฝั่งของแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ จนถึงออสเตรเลียตอนเหนือ เป็นต้นไม้ที่คอยปกป้องผืนดินและหล่อเลี้ยงความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่ต่อไป
- ฝาดแดง (Red Shorea) ต้นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ เปลือกสีแดงสวยเด่น ใบเดี่ยวเรียวยาว เหมาะกับป่าผลัดใบแห้งและป่าดิบแล้ง พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย และเมียนมา ต้นไม้ชนิดนี้ช่วยสร้างความร่มรื่นและความหลากหลายทางชีวภาพในป่าธรรมชาติ พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เขตร้อนที่งดงามและยั่งยืน อีกทั้งยังมีเนื้อไม้ที่แข็งแรง สามารถใช้ในงานก่อสร้างได้
- ตะแบก (Queen's Crape Myrtle) ไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงใหญ่ ดอกสีม่วงอมชมพูสดใส บานสะพรั่งช่วงต้นฤดูฝน พบได้ทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรังของประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และบางส่วนของมาเลเซีย
ต้นตะแบกไม่เพียงสร้างสีสันให้กับป่าและภูมิทัศน์เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและความร่มรื่นให้กับธรรมชาติ โดยผู้คนนิยมนำมาปลูกประดับ อีกทั้งเปลือกและใบสามารถนำมาใช้ทำสมุนไพรได้ด้วย
- มะกอกน้ำ (Wild Olive) มะกอกน้ำเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบเรียวยาวสวยงาม ดอกสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเป็นช่อเล็กๆ ติดผลเป็นรูปไข่ มะกอกน้ำมักพบในป่าดิบชื้นของไทย และลาว เป็นไม้ที่ให้ความร่มรื่นและช่วยรักษาสมดุลทางนิเวศ ทำให้พื้นที่ป่าดิบชื้นมีความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของนกและแมลง ทำให้มะกอกน้ำมีคุณค่าทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เป็นต้นไม้ที่คนไทยคุ้นเคยและนิยมปลูกในพื้นที่สงวนธรรมชาติ
- กระบก (Wild Mango) กระบกเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบหนาแข็งแรง ดอกเล็กสีเขียวอมเหลือง ออกดอกเป็นช่อ ผลกลมแป้นแข็งแรง ภายในมีเมล็ดขนาดใหญ่ พบทั่วไปในป่าผลัดใบแห้งและป่าดิบแล้งของไทย ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย กระบกเป็นไม้ที่ให้ร่มเงาและมีความทนทานต่อสภาพอากาศ เป็นแหล่งอาหารสำหรับสัตว์และช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เป็นต้นไม้ที่สะท้อนความหลากหลายทางชีวภาพของป่าผลัดใบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอีกด้วย
- หว้าแม่น้ำ (Water Rose Apple or River Java Plum) หว้าแม่น้ำเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบเดี่ยวเรียบ ดอกสีขาวนวลหอมอ่อน ออกเป็นช่อที่ซอกใบ ผลกลมสีม่วงเมื่อสุก พบตามพื้นที่ลุ่มและริมแม่น้ำในไทย เวียดนาม และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หว้าแม่น้ำเป็นไม้ที่ช่วยป้องกันน้ำกัดเซาะริมตลิ่งและรักษาระบบนิเวศบริเวณน้ำจืด ดอกและผลยังเป็นอาหารให้กับนกและสัตว์ป่า เป็นต้นไม้ที่สร้างความร่มรื่นและความสดชื่นให้กับพื้นที่ริมน้ำ
