ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในตลาดยานยนต์ไทย ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนและกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมีบทบาทสำคัญ ในมุมของ “ฟอร์ด ประเทศไทย” ยังคงเดินหน้ากับกลยุทธ์การเลือกสู้ในตลาดที่ตนถนัด ด้วยการทำตลาดด้วยรถยนต์โมเดลหลักเพียง 2 รุ่น ฟอร์ด เรนเจอร์ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แต่ยังสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 3 ทั้งในเซ็กเมนต์รถกระบะและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาด 7 ที่นั่ง ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยฟอร์ด เรนเจอร์มีส่วนแบ่งการตลาด 7.8% และฟอร์ด เอเวอเรสต์ 17.4%
เมธัส ลิขิตสัจจากุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของฟอร์ดในประเทศไทยเกิดจากความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งสมประสบการณ์มาเป็นระยะเวลานานกว่า 29 ปี เพราะฟอร์ดไม่ได้แค่ขายรถ แต่เป็นการมอบประสบการณ์ผ่านรถยนต์ ที่พร้อมพาลูกค้าออกไปใช้ชีวิตแบบที่ต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ โดยฟอร์ดวางกรอบการดำเนินธุรกิจในไทยไว้บน 3 เสาหลัก ได้แก่ 1) นวัตกรรมที่นำตลาดและสินค้าโดนใจลูกค้า 2) เข้าใจลูกค้า และมอบคุณค่าเหนือราคา และ 3) การสร้างประสบการณ์ให้คนรักแบรนด์จนบอกต่อ
1. Product Pioneer นวัตกรรมที่นำตลาด
ฟอร์ดวางบทบาทการเป็นผู้นำตลาดในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างละเอียด เพื่อพัฒนารถรุ่นย่อยใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์การใช้งานให้กับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเกษตรกร ครอบครัว สายลุยออฟโรด ไปจนถึงลูกค้ากลุ่มพรีเมียม
“ความเป็นผู้นำนวัตกรรม เห็นได้จากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่มักเขย่าตลาดอยู่บ่อยครั้ง เช่น เปิดตัวรถกระบะแบบ Open Cab เป็นเจ้าแรก การนำถุงลมนิรภัย คานนิรภัยข้าง เบรก ABS หรือการนำเครื่องยนต์ดีเซล 12 วาล์ว มาใช้กับการสร้างเซกเมนต์ใหม่ในภาพลักษณ์ของรถกระบะสมรรถนะสูงหนึ่งเดียวในตลาดอย่าง “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” หรือ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์ แพลทินัม” รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่มีทั้งความหรูหราและมีสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่นจากเครื่องยนต์ดีเซล วี 6 3.0 ลิตร แม้ว่าราคาสูงถึงกว่า 2 ล้านบาท แต่ก็สามารถขายหมดโควตาภายใน 4 ชั่วโมง”

2. Customer Centric การตลาดที่เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง
ฟอร์ดเน้นย้ำการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเหนือกว่าราคา โดยฟอร์ดไม่เพียงนำเสนอรถยนต์ที่มีราคาแข่งขันได้ แต่ยังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดอยู่เสมอ เช่น ข้อเสนอพิเศษสำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ ที่มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหารถอเนกประสงค์ที่มีสมรรถนะครบครันในราคาระดับล้านต้นๆ ส่งผลให้ยอดขายของฟอร์ดเติบโตขึ้นถึง 7.5 เท่า อีกทั้งยังใช้กลยุทธ์ Data-Driven ในการออกแบบแคมเปญต่างๆ ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น แคมเปญ 'โปรยิ้มกว้าง' ที่นำเสนอรูปแบบการชำระเงินที่เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเกษตรกรโดยเฉพาะ
3. Experience Marketing สร้างประสบการณ์จริง
ฟอร์ดมุ่งเน้นการสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านประสบการณ์จริง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงคาแรกเตอร์ที่สะท้อน 'ความแกร่งจริงทุกคัน ดุดันทุกสถานการณ์' ด้วยตนเอง ผ่านกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตอย่าง Raptor Track Experience ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
รวมถึงการเข้าร่วมและจัดกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตทั้งทางเรียบและทางฝุ่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ การแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ การแข่งขันไทยแลนด์ แรลลี่ เรด และล่าสุด ยังได้คว้าแชมป์ในการแข่งขันเอเชีย ครอส คันทรี่ แรลลี่ 2025 การแข่งขันเส้นทางออฟโรดที่โหดที่สุดในเอเชีย ในรุ่นโปรดันชัน เอเชีย โดยลงแข่งด้วยรถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็ตเตอร์ ซึ่งเป็นรุ่นรถโปรดักชันตามมาตรฐานโรงงานเหมือนที่ลูกค้าได้ขับจริง เป็นต้น ทั้งหมดนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำรถกระบะสมรรถนะสูงขับเคลื่อนสี่ล้อและสร้างความภูมิใจให้กับเจ้าของรถ
"ฟอร์ดไม่เคยหยุดพัฒนาแนวทางการทำตลาดมาตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจในไทยมานานกว่า 29 ปี โดยในปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง โดยฟอร์ดเตรียมเขย่าวงการอีกครั้งด้วย ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ที่จะปฏิวัติวงการกระบะ ด้วยความสามารถที่เหนือกว่าหลายด้าน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล้ำสมัยของฟอร์ดเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยจุดยืนในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง"

สร้างจุดแข็งทั้งเรื่องแบรนด์และการตลาด
เมธัส กล่าวเสริมว่า การดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฟอร์ดยังมีจุดแข็งในด้านฐานการผลิตโดยมีโรงงานถึง 2 แห่ง ที่จังหวัดระยอง ได้แก่ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ (เอเอที) ที่ฟอร์ดได้ร่วมทุนกับมาสด้า โรงงานทั้ง 2 แห่งนี้ส่งออกรถฟอร์ดไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา ฟอร์ดยังได้เปิดใช้งานศูนย์กระจายอะไหล่แห่งใหม่ที่มีพื้นที่เก็บชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 40,000 ตารางเมตร ที่สามารถเก็บสำรองอะไหล่ได้สูงถึง 4.3 ล้านชิ้น เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งในด้านคุณภาพและการบริการหลังการขาย
“จากการที่ฟอร์ดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 29 ปี จนถึงปัจจุบันมียอดขายสะสมถึง 803,352 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568) โดยกลุ่มลูกค้าหลักของฟอร์ดจะมีอายุอยู่ในช่วง 30 – 50 ปี ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัท และเกษตรกร ซึ่ง 5 จังหวัด ที่ฟอร์ดมียอดขายสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น”
นอกเหนือจากการสร้างความโดดเด่นด้านตัวผลิตภัณฑ์และการบริการ ฟอร์ดยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้เรื่องแบรนด์ และ Engagement อย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่หลากหลาย ได้แก่ 1.KOL Marketing เป็นการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มต่างๆ 2.Community Marketing ทำงานร่วมกับคลับผู้ใช้รถและกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ ซึ่งกลายเป็นช่องทางรับฟัง Feedback และสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้จริง 3.Buzz Marketing เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มลูกค้าและเกิดการบอกต่อ และ 4.Partnership เช่น การร่วมมือกับ CP All ทำให้ฟอร์ดสามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ซึ่งแคมเปญครบรอบ 29 ปีของฟอร์ดกับ CP All ถือว่าประสบความสำเร็จเกินเป้าที่ตั้งไว้

“ปัจจุบันฟอร์ดยังมีการทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อเป็นการสร้าง Engagement เช่น การทดลองทำ Live Commerce ในงานมอเตอร์โชว์ หรือการสนับสนุนดีลเลอร์ให้สร้างคอนเทนต์ออนไลน์บน Facebook และ TikTok มียอดการเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นจาก 4 แสนวิว เป็นกว่า 14 ล้านวิวต่อเดือน เพื่อผลักดันให้ดีลเลอร์ออกจาก Comfort Zone ในส่วนของ Community ปัจจุบันฟอร์ดมีคลับลูกค้าหลายกลุ่มที่ลูกค้าสร้างขึ้นเอง โดยมี 5 คลับหลัก ที่มีสมาชิกเกิน 100,000 คน ได้แก่ Ranger Club มี 2 คลับ แต่ละคลับมีสมาชิกเกิน 200,000 คน Everest Club มี 2 คลับ แต่ละคลับมีสมาชิกเกิน 100,000 คน และ Raptor Club มีสมาชิกประมาณ 120,000 คน”
เมธัส ย้ำว่า ด้วยโดยแนวทางการสื่อสารและการสร้าง Engagement ทั้งหมดนี้ ช่วยให้ฟอร์ดไม่ได้มีเพียงเรื่องการขายรถ แต่ยังช่วยสร้าง Brand Love ผ่านการสื่อสารที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มทั้งคนทำงานรุ่นใหม่ หรือครอบครัวที่ต้องการความคุ้มค่า
อย่างไรก็ตาม แผนการตลาดนับจากนี้ ฟอร์ดจะยังคงเดินหน้าสร้างความตื่นเต้นในตลาดด้วยการเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ Ford Super Duty รถกระบะขนาดใหญ่ที่บรรทุกได้ถึง 8 ตัน เพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจเกษตรและก่อสร้าง ถือเป็นการเจาะตลาดเฉพาะที่คู่แข่งยังไม่เน้น ในด้าน EV ฟอร์ดจะยังไม่รีบเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าเต็มรูปแบบในไทย เนื่องจากจำนวนสถานีชาร์จและโครงสร้างราคาที่ยังอยู่ในจุดที่ไม่เหมาะสม แต่ฟอร์ดมีความพร้อมจากไลน์ผลิตภัณฑ์ระดับโลก ทั้ง Ranger Plug-in Hybrid (PHEV) และ EV รุ่นอื่นๆ ที่มีการจำหน่ายในตลาดออสเตรเลีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา
เพราะฟอร์ดมองว่า การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ เพื่อให้การเข้าสู่ตลาด EV ของฟอร์ดในไทยไม่ใช่เพียง “ตามกระแส” แต่เป็นการก้าวอย่างมั่นคงผ่านรากฐานที่แข็งแรงทั้งด้านนวัตกรรม การเข้าใจลูกค้า และการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า รวมถึงการสื่อสารการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ฟอร์ดสามารถรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ แม้จะมีตลาดหลักจากผลิตภัณฑ์เพียง 2 โมเดลก็ตาม
