ปีที่แล้วเซ็นทรัลชิดลมมีการปรับตัวครั้งใหญ่ด้วยการยกระดับไปสู่ห้างสรรพสินค้าลักชัวรีภายใต้แนวคิด “The Store of Bangkok” ด้วยเงินลงทุนถึง 4,000 ล้านบาท และยังมีการเพิ่มสัดส่วนของลักชัวรี แบรนด์มากขึ้น เพื่อให้เป็นห้างสรรพสินค้าลักชัวรีอันดับหนึ่งของประเทศ
การปรับตัวครั้งนั้นสามารถเพิ่มยอดขายให้กับเซ็นทรัลชิดลมมากกว่า 30%
แต่ภายใต้ความงดงามนั้นก็มีความท้าทายที่เซ็นทรัลชิดลมต้องเผชิญ ก็คือ กำแพงความรู้สึกของกลุ่ม Gen Z ที่มองว่าสินค้าหลายแบรนด์ไม่เหมาะกับตัวเอง
ที่ผ่านมาเซ็นทรัล ชิดลมก็พยายามจัดกิจกรรมเพื่อพยายามดึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมเต็มกับกลุ่มลูกค้าหลักของตนเองผ่านกิจกรรมที่เน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ มาตลอด
ล่าสุดเซ็นทรัลมีการจัดงาน “Central Dolce Italia” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อโปรโมทแบรนด์สินค้าจากอิตาลีที่มียอดขายติด Top 5 มาตลอด เพื่อดึงลูกค้าประจำและเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาสัมผัสกับเสน่ห์ของแบรนด์จากประเทศอิตาลีอย่างใกล้ชิด
งานนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขายสินค้าลักชัวรีเพียงอย่างเดียว แต่ยังผสมผสานศิลปะ วัฒนธรรม และอาหารเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้งานกลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ที่แตกต่าง
ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล อธิบายว่า สินค้าจากอิตาลีมีเอกลักษณ์ในเรื่องของดีไซน์และความประณีต เพราะสินค้าทุกชิ้นถูกออกแบบด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ผลิตอย่างพิถีพิถัน และสะท้อนถึงวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ทั้งในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและอาหาร

ธาพิดา กล่าวว่าจากสถิติในงานปีที่แล้วพบว่า ยอดการใช้จ่ายเฉลี่ยของลูกค้ากลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นจาก 6,000 บาท เป็น 9,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจกับสินค้าราคาถูก แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ และ คุณค่าทางจิตใจ ที่ได้รับจากแบรนด์นั้นๆ
“ระหว่างปี 2021–2024 การนำเข้าสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังจากอิตาลีเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 45.7% ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้ามองหาสินค้าที่มีเอกลักษณ์และรสนิยม ไม่เพียงชื่อเสียงของแบรนด์ แต่รวมถึงเรื่องราว ความเป็นมา คุณภาพวัสดุ และงานฝีมือที่สะท้อนตัวตน ห้างเซ็นทรัลจึงพิถีพิถันคัดสรรแบรนด์อิตาลีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการสินค้าพรีเมียมของลูกค้าอย่างรอบด้าน ในปีที่ผ่านมา (2024) เราได้ต่อยอดความแข็งแกร่งของพอร์ตแบรนด์อิตาเลียนให้เติบโตมากถึง 79% ด้วยการเสริมทัพแบรนด์ไฮเอนด์ระดับโลก อาทิ Miu Miu, Gucci, Bvlgari, Prada และ Fendi ให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากขึ้น”
ในงานนี้ทางเซ็นทรัลซึ่งร่วมมือกับสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) ได้มีการเปิดตัว 5 แบรนด์ใหม่ ซึ่งเป็นแบรนด์ในกลุ่ม Affordable Luxury ได้แก่ Manebi, Mauna-Ke, Prosperine, Acadia และ Iuri
จุดเด่นของงานในปีนี้คือการคัดเลือก 5 แบรนด์ใหม่จากอิตาลีที่ไม่ใช่แบรนด์ลักชัวรีชื่อดัง แต่เป็นแบรนด์ในกลุ่ม Craftsmanship และมีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น มาวางจำหน่ายในรูปแบบ Pop-up Store เป็นครั้งแรก โดยบางแบรนด์ถือเป็นการเข้ามาเปิดตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกอีกด้วย
การนำเสนอแบรนด์ที่หลากหลายมากขึ้นนี้ช่วยให้ Gen Z มีตัวเลือกในการซื้อ “First Lux Item” หรือสินค้าลักชัวรีชิ้นแรกที่เหมาะกับกำลังซื้อของตัวเอง เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงจากคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว
ธาพิดา กล่าวว่าถ้าผลตอบรับออกมาดีก็มีความเป็นไปได้ที่เซ็นทรัลชิดลมจะวางจำหน่ายแบรนด์เหล่านี้แบบถาวร

ทางด้านเปาลา กีดา ข้าหลวงพาณิชย์ ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ฝ่ายส่งเสริมการค้าแห่งสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย) กล่าวว่า งาน Central Dolce Italia ในปีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการผลักดันสินค้าอิตาลีให้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากความสำเร็จอย่างสูงในปี 2023 เราตั้งเป้าที่จะเชื่อมโยงลูกค้าไทยกับแบรนด์อิตาลีระดับโลก กระตุ้นการจับจ่ายและสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงวัฒนธรรมอิตาลีอย่างแท้จริง
“งานในปีนี้ได้ขยายขอบเขตการนำเสนอสินค้าอิตาลีให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในกลุ่มแฟชั่น แว่นตา เครื่องสำอาง ของตกแต่งบ้าน และไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนถึงความงดงามของงานฝีมือและนวัตกรรมอิตาเลียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปอิตาลีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากอิตาลี"
ข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนระบุว่าในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยและอิตาลีสูงถึง 5,000 ล้านบาท โดย 25% ของมูลค่าการค้า หรือประมาณ 1,200 ล้านบาทมาจากสินค้ากลุ่มแฟชั่น
นอกจากนี้อิตาลียังเป็นผู้ส่งออกสินค้าให้ไทยเป็นอันดับที่ 3 ของโลก โดยมีสินค้าที่น่าสนใจและเติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ
- แว่นตา อิตาลีเป็นผู้ส่งออกแว่นตาให้ไทยเป็นอันดับ 2 รองจากจีนโดยมีมูลค่าสูงถึง 834 ล้านบาท
- เครื่องสำอางและน้ำหอม: ตลาดในไทยมีความนิยมสูงและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ของตกแต่งบ้าน: เป็นอีกหมวดที่มาแรง เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น

โดยงาน Central Dolce Italia ปีนี้ทางกลุ่มเซ็นทรัลมีการขยายขอบเขตการจัดงานออกไปยังส่วนภูมิภาคในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก คือ เชียงใหม่และภูเก็ตเป็นปีแรกด้วย
“งาน 2 ปีที่ผ่านมาเราได้รับการตอบรับที่ดี ปีนี้เราคาดหวังการเติบโตเพิ่มยอดขาย 69% อย่างน้อย ปีนี้มีแบรนด์เข้าร่วมแคมเปญ 72 แบรนด์ และเพิ่มแบรนด์ Craftsmanship อีก 5 แบรนด์ มาจากเมืองเล็กๆของอิตาลี ที่เป็นงานประณีต เพื่อส่งมอบประสบการณ์ผ่านดีไซน์ ดึงเสน่ห์และความรู้สึกของอิตาลีมาไว้ที่เมืองไทย เพื่อตอกย้ำการเป็น Trendsetter ผู้นำแฟชั่น ที่ไม่ได้มีแค่ช็อปปิ้ง
เราคาดว่ากลุ่มลูกค้าหลักของงานนี้จะเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีกำลังซื้อ และคาดหวังว่าจะเรียกลูกค้า Gen Z ที่กำลังมองหา First Luxury Item มาเดินในงานนี้เช่นกัน”