กว่าครึ่งศตวรรษแล้วที่ลา โรช-โพเซย์ ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยวิทยาศาสตร์และสร้างชื่อเสียงในฐานะแบรนด์ เวชสำอางที่ยืนหยัดบนพื้นฐาน “วิทยาศาสตร์ผิวหนัง” จนก้าวขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์อันดับ 1 ที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้มีปัญหาผิวจริง ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาสิว, การปกป้องจากรังสียูวี, การฟื้นฟูผิว, ความกระจ่างใส, การต่อต้านริ้วรอย และการดูแลผิวจากผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง
ในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ลา โรช-โพเซย์จัดงานนิทรรศการ Life-Changing House Since 1975 เพื่อย้อนรอยความสำเร็จตลอด 50 ปีแห่งความมุ่งมั่น และนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตในอีก 50 ปีข้างหน้าด้วยนวัตกรรมดูแลผิวที่ล้ำสมัย ตอกย้ำจุดยืนในฐานะแบรนด์เวชสำอาง เพื่อทุกคนในครอบครัวที่มีปัญหาผิว ครอบคลุมทุกช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 100 ปี
รวมถึงประกาศแผนรุกตลาดประเทศไทย ด้วยเป้าหมายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 3 ของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย ตอกย้ำพันธกิจหลักของลา โรช-โพเซย์ ที่ว่า“สุขภาพผิวสำคัญกว่าแค่ความงาม แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพใจและคุณภาพชีวิต”

เดินหน้าธุรกิจด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน
ในโอกาสก้าวสู่ 50 ปีข้างหน้า ลา โรช-โพเซย์ประกาศวิสัยทัศน์การพัฒนานวัตกรรมสกินแคร์เพื่อทุกคนในครอบครัว โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ “SPOTSCAN” โปรแกรมวิเคราะห์ผิวด้วย AI ที่ช่วยเชื่อมผู้บริโภคเข้ากับคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งช่วงที่ผ่านมายังพัฒนานวัตกรรมโมเลกุล “MELASYL” ซึ่งเป็นก้าวใหม่ในการจัดการปัญหา จุดด่างดำและสีผิวไม่สม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านโครงการเพื่อสังคม ลา โรช-โพเซย์มีโครงการ Cancer Support ที่สนับสนุนผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแล พร้อมสร้างความตระหนักรู้และส่งมอบกำลังใจ ด้วยการยึดแนวคิด Healing Power of Touch พลังแห่งการสัมผัสที่ช่วยเยียวยา ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนโรงงานผลิตทั้งหมดให้ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2023 และตั้งเป้าหมายใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกรีไซเคิล 100% ภายในปี 2030
รุกตลาดไทยสู่เป้าหมาย Top 3 สกินแคร์ยอดขายสูงสุด
ปัจจุบันผู้บริโภคมีการรับรู้และให้ความสนใจกับผิวตัวเองมากขึ้น เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตั้งแต่อายุน้อย โดยเฉพาะการมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวหนังที่ตรงจุด และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผิวบอบบางแพ้ง่าย เวชสำอางจึงเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่ผู้บริโภคมองหา ลา โรช-โพเซย์จึงเน้นการทำงานวิจัยและการร่วมมือกับแพทย์ผิวหนัง เพื่อย้ำจุดแข็งด้านความเชื่อมั่นและมาตรฐานระดับโลก

อรวรรณ ลาภอำนวยผล ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “ในอดีตคนอาจจะเริ่มดูแลผิวเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน มีเงินเดือนใช้เองแล้ว แต่ปัจจุบันเด็กประถมก็เริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เริ่มมีรีวิวผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ปัจจัยจากการเข้าถึงโซเชียลมีเดียทำให้รู้จักผลิตภัณฑ์และต้องการใส่ใจกับการดูแลผิวของตัวเองมากขึ้นและเร็วขึ้น
ดังนั้น แม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ดีแต่ไม่กระทบเวชสำอางมากนัก เพราะผู้บริโภคที่ใช้เวชสำอางเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ เพราะมีปัญหาผิวอยู่แล้ว เหมือนเป็นปัจจัยหนึ่งในการใช้ชีวิตของเขา อาจลดปริมาณ จำนวนที่ใช้ แต่ผู้บริโภคยังคงใช้เวชสำอาง อยู่อย่างต่อเนื่อง นั่นทำให้เวชสำอางโต 2 หลักโตเร็วกว่าสกินแคร์ทั่วไป”
นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมสูงวัยในเมืองไทยยังเป็นโอกาสให้ลา โรช-โพเซย์สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายไปสู่ Silver Gen กลุ่มผู้สูงอายุได้ง่ายขึ้น
สำหรับแผนเดินหน้ารุกหนักเพื่อเป้าหมายขึ้นแท่น Top 3 แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มียอดขายสูงสุด จะดำเนินงานผ่าน 4 แนวทางสำคัญคือ ส่งต่อความรู้โดยตรง ผ่านแคมเปญให้ความรู้เกี่ยวกับโรคผิวหนังและการดูแลผิวอย่างถูกวิธี การใช้พลังของอินฟลูเอนเซอร์ ถ่ายทอดข้อมูลทางการแพทย์ในรูปแบบเข้าใจง่าย เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ยุคดิจิทัล ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ (HCPs) ให้ความรู้เชิงลึกและคำแนะนำจากแพทย์ผิวหนังสู่สาธารณชน การให้ความรู้ความเข้าใจในการเข้าถึงการดูแลผิว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่แพทย์ผิวหนังยังไม่ครอบคลุม ผ่านช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ทางการแพทย์ที่เข้าถึงง่าย

สื่อสารตอกย้ำแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิว
อย่างที่ทราบกันดีว่าตลาดเวชสำอางค่อนข้างบูมในระยะหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นความท้าทายของลา โรช-โพเซย์ คือเรื่องของการสื่อสาร อรวรรณ มองว่าต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ของลา โรช-โพเซย์ดีอย่างไร วิธีการใช้เป็นแบบไหน เหมาะกับคนประเภทไหน และการตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยซึ่งสำคัญมาก เพราะเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคมองหา ซึ่งทุกแบรนด์ใช้ Key Word นี้ในการสื่อสาร
“เราสร้างความมั่นใจโดยมีการทำงานกับแพทย์ผิวหนังจึงเชื่อมั่นได้ว่ามีความปลอดภัยอย่างแน่นอน เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราพยายามที่จะเน้นย้ำว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีความปลอดภัย ได้รับการแนะนำจากแพทย์ผิวหนังเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก ซึ่งต่อไปเราอาจจะต้องทำงานวิจัยมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเราสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคไทย และต้องย้ำเรื่องของความมั่นใจของผู้บริโภคว่าเราไม่ใช่แบรนด์ใหม่ แต่เป็นแบรนด์ที่อยู่กับผู้บริโภคมากว่า 50 ปี บทบาทของเราคือการทำงานกับแพทย์ผิวหนังอย่างลึกซึ้ง และเป็นแบรนด์ที่ได้รับการแนะนำจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลกกว่า 90,000 คน แพทย์ผิวหนังในเมืองไทยกว่า 700 คนเพราะฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ผู้บริโภคยังสนใจแบรนด์ของเราอย่างต่อเนื่อง” อรวรรณ กล่าวปิดท้าย
