ในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงทรงตัว และผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกำลังซื้อและการแข่งขันที่รุนแรง แต่บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัดของ ชาร์ป ชนวีร์ หอมเตย พร้อมเดินหน้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกับแบรนด์น้องใหม่ Katsu Midori Sushi ที่เพิ่งเปิดสาขา 2 และกำลังขยายต่ออีก 2 สาขาภายในสิ้นปีนี้
Katsu Midori Sushi สาขาที่ 2 เพิ่งเปิด Central Park วันที่ 4 กันยายนเป็นวันแรก ผู้บริหารได้เผยกับ BrandAge Online ว่ากระแสตอบรับดีมาก ช่วงเช้ามีลูกค้าวิ่งเข้ามาสำหรับ 100 คิวแรกที่แจก Gift Voucher ก็หมดเรียบร้อย ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงคิวก็ทะลุ 300 คิว
จากประสบการณ์สาขาแรกที่ Central World เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชนวีร์เล่าว่าคิววันหยุดสุดสัปดาห์เคยพีคสูงสุดกว่า 1,000 คิวและคาดว่าสาขาใหม่ก็น่าจะทำตัวเลขใกล้เคียงกัน
ส่วนพื้นที่สาขาแรก Central world ใช้พื้นที่ประมาณ 700 กว่าตารางเมตร มีประมาณ 300 ที่นั่ง และสาขาCentral Park ใช้พื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตร มีประมาณ 200 ที่นั่ง

Roadmap การขยายสาขา ปีนี้ Katsu Midori Sushi มีแผนเปิดครบ 4 สาขา ได้แก่
- Central World (สาขาแรก เปิด ธ.ค. 2567)
- Central Park (สาขาที่ 2 เปิด 4 ก.ย. 2568)
- Mega Bangna (สาขาที่ 3 เตรียมเปิด ต.ค. 2568)
- Future Park รังสิต (สาขาที่ 4 เตรียมเปิด ธ.ค. 2568)
ส่วนปีหน้า ชนวีร์ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าขยาย โดยโฟกัสห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ และมองโอกาสเข้าสู่หัวเมืองใหญ่ต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ หรือขอนแก่น แต่ต้องวางแผนเรื่องโลจิสติกส์และบุคลากรให้พร้อมก่อน
ภาพรวมธุรกิจในเครือ นอกจาก Katsu Midori Sushi แล้ว บริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด ยังมีแบรนด์อื่นๆ ในพอร์ต ได้แก่
- Shinkanzen Sushi สิ้นปีนี้จะเปิดครบ 67 สาขา
- นักล่าหมูกระทะ ตอนนี้มี 17 สาขา และเตรียมเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาที่โลตัสศรีราชา รวมเป็น 18 สาขา
- NAMA Japanese and Seafood Buffet 1 สาขา
รวมรายได้ทั้งเครือสิ้นปีนี้คาดว่าจะปิดที่ 3,000 ล้านบาท สำหรับแผนการขยายสาขาปีหน้ายังไม่เคาะตัวเลขที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเปิดรวมทุกแบรนด์ประมาณ 15-18 สาขา
จุดแข็งของ Katsu Midori Sushi
สิ่งที่ทำให้ Katsu Midori แตกต่างจากร้านซูชิอื่นๆ คือความคุ้มค่า ชนวีร์อธิบายว่า เมนูปลาทูน่า ไม่ว่าจะเป็น โอโทโร่ ชูโทโร่ หรืออากามิ ล้วนเลือกใช้วัตถุดิบนำเข้าจากญี่ปุ่น แต่ขายในราคาที่ลูกค้าจับต้องได้ พร้อมทั้งมีเมนูพิเศษที่นำเข้าแบบ Air Freight โดยตรงจากญี่ปุ่น หาทานยาก แต่ราคาเข้าถึงได้
เศรษฐกิจทรงตัว แต่แบรนด์ยังไปต่อ
เมื่อถามถึงสถานการณ์ภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ชนวีร์มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจก็ยังทรงตัวอยู่ ในมุมของร้านอาหารก็ยังไม่ดีมากนัก แบรนด์ในเครือมีการปรับตัวด้วยการเพิ่มช่องทางบริการใหม่ๆ เดิมทีเราโฟกัสร้านอาหารในห้าง แต่ตอนนี้เราเพิ่มโปรโมชั่นและทำเดลิเวอรี่มากขึ้น ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น ขณะที่ Katsu Midori เองก็กลายเป็นแบรนด์ที่กำลังสร้างกระแสใหม่ในตลาดได้รับการตอบรับจากลูกค้าเยอะมาก แม้เศรษฐกิจจะยังทรงตัวอยู่ก็ตาม
ด้านความท้าทายและการแข่งขัน เมื่อถูกถามถึงคู่แข่งที่เตรียมบุกตลาด ชนวีร์กลับมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ตลาดคึกคัก ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น แต่สิ่งที่เขาเชื่อมั่นคือมาตรฐาน ที่แบรนด์ต้องรักษาให้ได้ในทุกมิติ ทั้งคุณภาพอาหาร การบริการ และความคุ้มค่า “ถ้าเรายังรักษามาตรฐานระดับญี่ปุ่นได้ และลูกค้ายังคงเห็นถึงความคุ้มค่า เชื่อว่าเราจะยังคงได้รับการยอมรับจากลูกค้า”
BrandAge Online ชวนดูผลประกอบการย้อนหลัง
ปี 2567 รายได้ 2,137 ล้านบาท กำไร 226 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้ 1,414 ล้านบาท กำไร 116 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 797 ล้านบาท กำไร 63 ล้านบาท