อิเกีย ประเทศไทย ประกาศแผนงานในปีงบประมาณ 2569 (กันยายน 2568 - สิงหาคม 2569)สะท้อนภาพความท้าทายและการแข่งขันในตลาดค้าปลีกที่รุนแรงต่อเนื่อง โดยวางกลยุทธ์มุ่งเน้นการเติบโตแบบรอบด้านทั้งฝั่ง B2C และ B2B ได้แก่ การลงทุนด้านราคา (Price Investment) เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์อิเกียในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น โดยเน้นกลุ่มสินค้า IKEA Complete Kitchen และ Cooking and Eating ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของคนไทย
พร้อมแผนการขยายสาขาด้วยรูปแบบสาขาใหม่ ที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ควบคู่ไปกับการขยายตลาด B2B ด้วยแผนการพัฒนา IKEA for Business ให้เป็นโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงขององค์กรธุรกิจไทย และตอบโจทย์การใช้งานจริง โดยปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าเติบโตด้านยอดขายที่ 6% จากปีงบประมาณ 2568
ลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวถึง ภาพรวมของปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา (กันยายน 2567 – สิงหาคม 2568) เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และความตึงเครียดทางการค้าโลก ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภค
“แม้จะมีแรงกดดันจากภายนอก อิเกีย ประเทศไทย สามารถสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 6.3% และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน อิเกียจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบจัดส่งสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อให้กระบวนการดำเนินงานมีความคล่องตัวและยกระดับการให้บริการทั่วประเทศ แม้จะสามารถบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์หลายด้าน แต่การเติบโตโดยรวมยังคงทรงตัว โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นเพียง 1% สะท้อนถึงความมั่นคงของธุรกิจ และความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง ส่วนแบ่งยอดขายในปี 2568 มีสัดส่วนระหว่างสโตร์ 73% และ IKEA.co.th 27%”
สำหรับแผนงานในปี 2569 อิเกีย ประเทศไทย วางกลยุทธ์มุ่งเน้นการเติบโตแบบรอบด้านทั้ง B2C และ B2B โดยให้ความสำคัญกับแผนงานใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนด้านราคา ด้วยแคมเปญ “Everyday More Value คุ้มค่ากว่าในทุกวัน” 2.การขยายสาขารูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “เล็กแต่ครบ” และ 3.การขยายโมเดลธุรกิจ B2B “IKEA for Business”

Price Investment ที่เน้นความคุ้มค่า
จากความสำเร็จของแคมเปญ New Lower Price ในปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดี ปีนี้ อิเกีย ประเทศไทย จึงยังคงสานต่อแผนงานในเรื่อง การลงทุนด้านราคา (Price Investment) ด้วยแคมเปญ “Everyday More Value คุ้มค่ากว่าในทุกวัน” มุ่งเน้นการนำเสนอสินค้าที่ออกแบบดี มีคุณภาพ มีฟังก์ชันดีไซน์ และราคาที่เข้าถึงได้จริงอย่างต่อเนื่อง พร้อมโซลูชันสำหรับบ้านที่ชาญฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างแท้จริง โดยมีการลงทุนด้านราคากว่า 200-250 ล้านบาท เพื่อซัพพอร์ตแคมเปญ Everyday More Value ซึ่งปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 2,500 รายการที่มีราคาต่ำกว่า 200 บาท ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
อิเกีย ประเทศไทย ยังสร้างประสบการณ์ความคุ้มค่าผ่าน IKEA Food ทั้งในรูปแบบ บริการอาหารในร้าน ที่ทำให้เป็นเหตุผลให้ลูกค้าแวะมาใช้เวลาในพื้นที่ของอิเกียมากขึ้น และในรูปแบบ อาหารบรรจุแพ็ค ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติจากเมนูพิเศษแบบสวีเดนทั้งที่บ้านหรือระหว่างเดินทาง โดยมีจุดเด่นในเรื่องต่างๆ อาทิ
ความคุ้มค่าและคุณภาพ ด้วยเมนูราคาย่อมเยาเข้าถึงได้ เช่น การจำหน่ายกาแฟเย็นราคา 29 บาท ตลอดปี รวมถึงการรักษามาตรฐานคุณภาพด้วยวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองจากมาตรฐานต่างๆ
ข้อเสนอที่ตอบโจทย์ตลาด จากแคมเปญตามฤดูกาล เช่น Meatball Month, Salmon Festival และ Christmas Buffet สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก IKEA Family
การขยายสินค้าใน Swedish Food Market ปัจจุบันมีสินค้ามากถึง 145 รายการ เพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติแบบสวีเดน ทั้งในร้านและที่บ้าน
ลีโอนี่ กล่าวเสริมว่า อิเกีย ยังให้ความสำคัญในเรื่องของ IKEA Complete Kitchen & Cooking and Eating ปีนี้จึงเดินหน้าโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดครัวของอิเกียได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผ่านแคมเปญ “แคมเปญ Whenever You're Cooking, It's Starts in the Kitchen ความสุขไหนๆ เริ่มต้นได้ที่ห้องครัว” เพื่อมุ่งสื่อสารถึงความหลากหลายในการใช้งาน ความสะดวกสบาย และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้
“ที่อิเกียเราเชื่อว่าครัวคือมากกว่าพื้นที่สำหรับปรุงอาหาร แต่เป็นจุดศูนย์กลางของชีวิต เป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยง การเฉลิมฉลอง และการแบ่งปันความรู้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้ง อิเกียยังเล็งเห็นว่าวัฒนธรรมการกินยังเป็นเรื่องที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน”
อิเกีย ยังมองว่า การปรุงอาหารและการรับประทานในทุกรูปแบบ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิต และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมาตั้งแต่ในอดีต มีความเชื่อมโยงทางอารมณ์ และเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตในบ้าน อิเกียจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในพื้นที่นี้ ด้วยมุมมองที่ว่า ทำให้เป็นเรื่องที่ทำได้ ด้วยความเข้าใจชีวิตในบ้านเป็นศูนย์กลาง พร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนของการปรุงอาหารและการรับประทาน ทำให้เป็นเรื่องที่สนุก ด้วยการปลดล็อกศักยภาพของการทำอาหาร ช่วยให้ผู้คนได้ดูแลตัวเองผ่านอาหาร และใส่ความพิเศษในแบบของตัวเอง และ ทำให้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ด้วยโซลูชันที่เข้าถึงได้ ช่วยให้ความฝันและแรงบันดาลใจกลายเป็นจริง

New Format Store “เล็กแต่ครบ” จากภาคเหนือสู่อีสาน
ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา อิเกีย ประเทศไทย มุ่งให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การขยายธุรกิจด้วยรูปแบบสโตร์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนไทยในแต่ละภูมิภาค จึงเดินหน้าขยายจุดให้บริการลูกค้าแห่งที่ 5 เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัว IKEA Chiang Mai Order Point เป็นรูปแบบสโตร์ที่เน้นต้นทุนต่ำ ด้วยงบก่อสร้างประมาณ 30 ล้านบาท มีการออกแบบและจัดวางพื้นที่กะทัดรัดขนาด 708 ตารางเมตร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้แนวคิด "เล็กแต่ครบ" โดยนำเสนอสินค้ากว่า 300 รายการ ที่สามารถซื้อกลับได้ทันที มีโซลูชันการจัดเก็บที่ตอบโจทย์ทุกพื้นที่ในบ้าน บริการที่ปรึกษาและวางแผนการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญ และมุม Swedish Bites ที่พร้อมเสิร์ฟขนมและของว่างสไตล์สวีเดน สามารถสร้างยอดขายในส่วนช่องทางดิจิทัล 51% และหน้าร้าน 49% สะท้อนถึงประสิทธิภาพของรูปแบบและการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างแข็งแกร่ง
“อิเกียยังคงมองหาโอกาสในการขยายและสร้างการเข้าถึงที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตที่หลากหลายของคนไทยในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2569 อิเกียวางแผนขยายสาขาที่ 6 ในประเทศไทยเพิ่มเติมในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือนกรกฎาคม 2569 มีรูปแบบเหมือน IKEA Chiang Mai Order Point โดยร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กลุ่ม CPFC เหมือนที่เชียงใหม่ คาดว่าจะมีงบการก่อสร้างที่มากกว่าสาขาเชียงใหม่เล็กน้อย” ลีโอนี่ กล่าว
สำหรับ CPFC (CP Future City Development Corporation Limited) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรภายใต้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) โดยมีโครงการร่วมมือกับบริษัทในเครืออย่าง CP AXTRA, CP ALL, TRUE และพันธมิตรระดับโลกอย่าง IKEA และ Decathlon ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกัน
ที่ผ่านมา อิเกีย ประเทศไทย ยังมุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์แบบ Omni-channel โดยวางแผนเชื่อมโยงแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ พร้อมทั้งพัฒนาระบบการจัดส่งและบริการทั่วประเทศเพื่อความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และด้วยความมุ่งมั่นในการเพิ่มการเข้าถึงแก่ผู้บริโภค อิเกียยังคงดำเนินงานอย่างเต็มที่เพื่อที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณภาพ ดีไซน์ที่สวยงาม และราคาเหมาะสมสำหรับทุกครัวเรือน

สร้าง New S-Curve ด้วย IKEA for Business
แม้ว่า อิเกีย ประเทศไทย จะมีตลาดหลักอยู่ในกลุ่ม B2C แต่อิเกียยังมองเห็นโอกาสการสร้างการเติบโตจากกลุ่ม B2B ในปีนี้ อิเกีย ประเทศไทย จึงให้ความสำคัญในการขยายตลาดไปสู่ลูกค้าธุรกิจมากขึ้น ทั้งในกลุ่มสตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยมีการวางแผนร่วมกัน การจัดส่ง และบริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์
พรภัคย์ จินตโกวิท IKEA for Business Manager อิเกีย ประเทศไทย กล่าวว่า IKEA for Business เป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในการนำเสนอทางเลือกด้านการตกแต่งที่ใช้งานได้จริงและคุ้มค่าสำหรับธุรกิจทุกขนาด สะท้อนถึงพันธกิจของอิเกียในการยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกวัน ไม่เพียงแต่สำหรับบุคคลและครอบครัว แต่ยังรวมถึงองค์กร ผู้ประกอบการ และชุมชนต่างๆ โดย อิเกียเข้าใจถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับโซลูชันที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และเข้าถึงได้ และตอบสนองด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความใส่ใจ และความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง
โดย IKEA for Business ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนพื้นที่ การคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ การสั่งซื้อจำนวนมาก การจัดส่ง การประกอบ ไปจนถึงการสนับสนุนด้านการเงินสำหรับธุรกิจ พร้อมบริการให้คำปรึกษาเฉพาะทางที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรมและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล ด้วยระบบซัพพลายเชนที่เชื่อถือได้ สินค้ามีความพร้อมอย่างต่อเนื่องและจัดส่งได้ทั่วประเทศ อิเกียยังให้บริการหลังการขายอย่างครอบคลุม ทั้งการดูแลรักษาและบริการผลิตภัณฑ์ เพื่อความอุ่นใจในระยะยาว
“จุดแข็งของ IKEA for Business คือการมีทีมงานขายและบริการเฉพาะทางที่เข้าใจความซับซ้อนและความต้องการของลูกค้าองค์กร มีโปรแกรมและข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าธุรกิจ ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่เพียงแค่ในบ้านแต่รวมถึงพื้นที่ทำงานและธุรกิจ โดยปัจจุบันมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 3,000 ราย ประมาณ 20% เป็นกลุ่มงานโปรเจกต์ และอีกกว่า 80% เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีอัตราการกลับมาซื้อซ้ำประมาณ 30%”
IKEA for Business ยังมีแผนการร่วมมือกับพันธมิตรหลายกลุ่ม อาทิ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โรงแรม สถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยและโรงเรียน) โดยในปีงบประมาณ 2568 IKEA for Business มียอดขายอยู่ที่ 137 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 170 ล้านบาท ภายในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านบาท ภายในปี 2573 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในตลาดประเทศไทยและความมุ่งมั่นระยะยาวในการพัฒนา B2B อย่างยั่งยืน
โดยแนวโน้มการเติบโตนี้ขับเคลื่อนด้วยผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การขยายบริการ และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับหลากหลายอุตสาหกรรม ตอกย้ำบทบาทของอิเกียในฐานะพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิทัศน์ธุรกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม จากแผนงานทั้งหมดนี้ทำให้มองเห็นถึงเฟรมเวิร์กที่ชัดเจนของ อิเกีย ประเทศไทย ที่มุ่งตอบโจทย์ในเรื่อง Value for Money สำหรับผู้บริโภคไทยที่มีกำลังซื้อน้อยลงและมีความอ่อนไหวต่อราคา แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและฟังก์ชันดีไซน์ โดยมีกรอบที่ชัดเจนในเรื่องของราคา อีกทั้งยังมีการขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคต่างๆ ด้วยรูปแบบสโตร์ใหม่ที่ต้นทุนต่ำแต่คุณค่าครบ และมองเห็นถึงความพยายามในการขยับเข้าไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพ แต่ต้องการฟอร์แมตที่ยืดหยุ่นกว่าโชว์รูมขนาดใหญ่แบบเดิม
รวมถึงการขยายฐานรายได้ไปสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เช่น กลุ่ม B2B ที่จะเป็น New S-Curve และทำให้เป้าหมายการเติบโตที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และสิ่งสำคัญ คือ จะทำให้อิเกียการก้าวสู่การเป็นผู้นำ “ความคุ้มค่าแบบครบวงจร” ในใจผู้บริโภคไทยได้อย่างยั่งยืน
