การเติบโตที่ยั่งยืนถือเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนธุรกิจของ กลุ่มธุรกิจ TCP มาโดยตลอดด้วยความเชื่อว่าจะพาองค์กรฝ่าทุกวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ รวมถึงอนาคต โดยสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP สะท้อนสาระสำคัญของการดำเนินธุรกิจโดยยึดการเติบโตอย่างยั่งยืนเป็นแกนหลัก ผ่านเวที TCP Sustainability Forum 2025 ภายใต้ธีม “Sustainable Growth: The Future of Growth” เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยเน้นย้ำว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายในเชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นรากฐานที่หล่อหลอมองค์กรให้พร้อมก้าวข้ามทุกวิกฤต
“โลกในวันนี้กำลังบอกเราว่า การเติบโตแบบเดิมไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป การเติบโตที่รวดเร็วเพียงตัวเลข หากปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาจทิ้งภาระให้คนรุ่นต่อไปต้องแบกรับ นี่คือช่วงเวลาแห่งการปรับสมดุลและสร้างสรรค์สิ่งใหม่” สราวุฒิ กล่าว
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้ IMF จะประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2025 ขยายตัว 3% และไทยที่ 2% แต่ปัจจัยเสี่ยงยังคงสูง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโลกร้อน ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ไปจนถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างแรงงานทั่วโลก
สราวุฒิ มองว่าสำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP ความท้าทายเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรค หากแต่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการ “Rebalancing” หรือการจัดลำดับความสำคัญใหม่เพื่อสร้างสมดุล และ “Reinvention” หรือการคิดค้นสิ่งใหม่ ทั้งในกระบวนการทำงานและโมเดลธุรกิจ
“หัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืนอยู่ที่ Adaptability หรือความสามารถในการปรับตัวขององค์กร ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ใช่การยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม แต่คือการพร้อมเผชิญและปรับตัวในทุกการเปลี่ยนแปลง”
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจเพื่อความยั่งยืนไม่อาจมองเพียงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจด้วย กลุ่มธุรกิจ TCP จึงเกิดแนวคิด E+ESG ที่เน้นการผสมผสาน “E” ในมิติ Economic เข้ามาร่วมกับ Environmental, Social และ Governance เพื่อให้การดำเนินงานด้านความยั่งยืนสร้างทั้ง คุณค่า และ ผลตอบแทนทางธุรกิจ ไปพร้อมกัน
“หากเรายอมแลกทุกอย่างเพื่อความยั่งยืนโดยไม่เหลือศักยภาพในการเติบโต ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน” สราวุฒิ ตอกย้ำความสำคัญของแนวคิด E+ESG ที่ธุรกิจต้องเลือกขับเคลื่อนด้วยวิธีที่เหมาะสมกับศักยภาพและทรัพยากรที่มีอยู่ ขณะเดียวกันต้องมองให้ไกลกว่าการทำกิจกรรม CSR หรือโครงการระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับ Impact ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ทั้งนี้ภายใต้แนวคิด “Sustainable Growth: The Future of Growth” กลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าเปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง โดยมีการกำหนดกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่าน 3 แกนหลัก คือ
Growth Diversification กระจายการเติบโตอย่างหลากหลาย กลุ่มธุรกิจ TCP ศึกษาและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพิงเครื่องดื่มชูกำลัง ขยายพอร์ตสู่เครื่องดื่มเกลือแร่ สปอร์ตดริงก์ และ Functional Drink ตอบรับความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภครุ่นใหม่
Operational Efficiency & Competitive Excellence ยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน
องค์กรเร่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI เข้ามาปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการเสริมทักษะและศักยภาพบุคลากร เพื่อยกระดับการแข่งขันในระยะยาว
Future-Ready Foundation สร้างรากฐานเพื่ออนาคต กลุ่มธุรกิจ TCP วางรากฐานการเติบโตที่พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลง โดยการฝังแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ในทุกการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมลงทุนในโครงการพัฒนาศักยภาพคนและชุมชน
“ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มธุรกิจ TCP ยังคงพึ่งพาตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 80–85% ขณะที่กลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพและฟังก์ชันนัลดริ๊งก์มีเพียง 15–20% อย่างไรก็ตาม TCP วางเป้าหมายชัดเจนว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จะปรับเป็น 70–30 ซึ่งสะท้อนถึงการเร่งลงทุนในนวัตกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่ยังมีขนาดใหญ่
ด้านโครงสร้างตลาด ปัจจุบัน TCP มีรายได้จากในประเทศราว 70% และต่างประเทศ 30% แต่ในอนาคตอันใกล้บริษัทตั้งเป้าปรับสมดุลสู่ 50–50 โดยมองว่าตลาดต่างประเทศมีศักยภาพสูง ทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจที่ขยายตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเครื่องดื่มใหม่ ๆ ทำให้ TCP มีโอกาสเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและกลยุทธ์การตลาดได้มากขึ้น”
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กลุ่มธุรกิจ TCP วางโมเดลการขยายตลาดต่างประเทศอย่างรอบคอบ ทั้งในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) การผลิตผ่านพันธมิตร (Contract Manufacturing) รวมถึงการลงทุนสร้างโรงงานเองในบางตลาด โดยเน้นภูมิภาคอาเซียนและเอเชียเป็นหลัก ก่อนขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นต่อไป เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้านการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืน สราวุฒิ ย้ำว่าที่ผ่านมากลุ่มธุรกิจ TCP ดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่จับต้องได้ ทั้งในมิติของ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และเทคโนโลยี ผ่านโครงการต่าง ๆ ที่สะท้อนผลลัพธ์ชัดเจน เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกิจกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร นำเทคโนโลยี Smart Manufacturing มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรในโรงงานผลิต
ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาด มีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน จากการใช้กะลาปาล์มและพลังงานแสงอาทิตย์ 68% พลังงานแสงอาทิตย์ โรงงานปราจีนบุรี ติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 12.27 เมกะวัตต์ คิดเป็น 24% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 6,732 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สำนักงานใหญ่บางบอนติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) มีกำลังการผลิตติดตั้ง 0.50 เมกะวัตต์ คิดเป็น 30% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 310 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
รวมถึงการศึกษาการปลูกและฟื้นฟูป่าเพื่อเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2568 เริ่มดำเนินโครงการการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พื้นที่ 6,000ไร่ 5 ป่าชุมชน ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
ด้านเทคโนโลยี TCP ใช้ Smart Manufacturing จนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจาก 88% เป็น 93% พร้อมฝึกอบรมบุคลากรให้ใช้ AI ในการทำงานประจำวัน
“ภายในปี 2030 ผมอยากเห็นการทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืนระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย Mindset ที่เปิดกว้างต่อการเปลี่ยนแปลง เพราะนี่คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน”

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของกลุ่มธุรกิจ TCP คือการสนับสนุน SME ไทย ผ่านโครงการ Big Brother ที่ให้ความรู้ด้านการตลาด การเงิน และ HR พร้อมเวทีให้ผู้ประกอบการรายย่อยแสดงศักยภาพ
“การพัฒนาคนและธุรกิจรากหญ้าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเกิดขึ้นในทุกระดับของสังคม ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขายของบริษัทใหญ่” สราวุฒิย้ำ
การเดินหน้าด้วยแนวคิด “Sustainable Growth” ของ TCP จึงไม่ใช่เพียงการสร้างผลกำไร หากแต่เป็นการวางรากฐานสู่อนาคตที่สมดุล เข้มแข็ง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
“สำหรับเรา Sustainable Growth คือ กลยุทธ์ และแนวคิดสำคัญ ที่เราเลือกที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของเราในวันนี้และในอนาคต เพราะเชื่อว่า นี่เป็นเส้นทางเดียวสู่การเติบโตอย่างแท้จริง ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคหลายล้านคนทั่วโลก เราเชื่อว่า "Sustainable Growth" ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ แต่จะเป็นหลักปฏิบัติ ที่ทำให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีขึ้น ตอบสนองผู้บริโภคยุคใหม่ และขยายขอบเขตงานด้านความยั่งยืน ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต”