BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
3,583
VIEWS

เคน ภูภูมิ ปั้น “เคนภูปัง” 5 สาขาไม่ถึงปี กระโดดสู่โมเดลแฟรนไชส์ ตั้งเป้าแบรนด์ขนม 100 ล้าน

ก.ย. 14, 2568 N.Rotchana

ปกติแล้ว เมื่อนึกถึงธุรกิจของคนดัง ภาพแรกที่ผุดขึ้นมามักจะเป็นแบรนด์สกินแคร์ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สร้างมาจากชื่อเสียงและไลฟ์สไตล์ของพวกเขา แต่สำหรับ เคน ภูภูมิ พงศ์ภาณุเส้นทางธุรกิจกลับแตกต่างออกไป เขาเลือกที่จะกระโดดเข้าสู่สมรภูมิของหวานที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่กลับสร้างแบรนด์ “เคนภูปัง (Ken Phu Pang)” ให้ประสบความสำเร็จได้อย่างน่าสนใจ 
 
จุดเริ่มต้นร้านแรกที่หาดใหญ่
 
เคน ภูภูมิ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเคนภูปังว่ามาจากการได้ลองเมนูคาราเมลโทสต์ แล้วรู้สึกว่าทำไมมันอร่อยขนาดนี้ โดยปกติตนเป็นคนกินขนมหวานไม่ค่อยหมด แต่ครั้งนั้นกินหมดทั้งชิ้นคนเดียว จึงคิดต่อยอด พัฒนาสูตร ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนและตัดสินใจเริ่มต้นที่หาดใหญ่เป็นสาขาแรก
 
แน่นอนว่า แทนที่จะเลือกทำเลในเมืองใหญ่ที่การแข่งขันสูงตั้งแต่แรก เคนเลือกเปิดสาขาแรกที่หาดใหญ่ โดยมองเห็นโอกาสจากตลาดนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ที่ยังมีช่องว่างสำหรับคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์ เคนเล่าว่า “ผมไปทำสวนทุเรียนที่นั่น เดิมทีตรงนั้นเป็นสวนยาง แต่ต้นยางแก่แล้ว ก็เลยคิดว่าจะพัฒนาเป็นสวนผลไม้แทน ซึ่งจริงๆ ผมก็มีความฝันอยากมีสวนผลไม้ เลยเปลี่ยนเป็นสวนทุเรียน ตอนนั้นเลยทำให้เกิด เคนภูปัง สาขาหาดใหญ่ ขึ้นมาด้วย”
“ร้านจะอยู่ในเมืองหาดใหญ่ ส่วนสวนทุเรียนจะอยู่นอกเมืองห่างออกไปประมาณ 20 นาที ตอนนั้นผมอยากทำอะไรเล่นๆ หลายอย่าง เลยทำสวนน้ำตกเล็กๆ อยู่ในร้านเคนภูปังด้วย เอาต้นไม้จากสวนเรามาตกแต่ง จนกลายเป็นบรรยากาศที่ลูกค้าได้มากินโทสต์ กินไอศกรีม แล้วก็นั่งชมสวนน้ำตกกลางเมืองหาดใหญ่ ถึงจะเป็นพื้นที่ประมาณห้องแถวหนึ่งห้อง แต่ก็สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าในร้านได้”
 
สำหรับเงินลงทุนเริ่มต้นที่หาดใหญ่ประมาณ 7-8 แสนบาท ซึ่งถือว่าไม่สูงมากนัก เนื่องจากเคนมีพื้นที่ห้องแถวอยู่แล้ว ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าเช่าไปได้เยอะ ส่วนใหญ่จึงเป็นค่าใช้จ่ายในการตกแต่งร้านและพัฒนาสูตร
 
ผลตอบรับที่ได้เกินความคาดหมายอย่างมาก ทั้งคนหาดใหญ่เอง คนจากจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียด้วย ร้านกลายเป็นเหมือนจุดเช็กพอยต์ที่ถ้าใครมาเยือนหาดใหญ่ก็ต้องแวะมากินเคนภูปัง ได้เจอลูกค้าหลากหลายจากหลายจังหวัด มันเลยเป็นการตลาดแบบปากต่อปากที่เกิดขึ้นเอง
 
ส่วนเรื่องชื่อร้าน “เคนภูปัง” เคน เผยว่า “ตอนแรกคิดว่าจะใช้ชื่อ ‘เคนโทสต์’ แต่รู้สึกว่ามันแข็งไป เลยลองคิดชื่อใหม่ เพราะเราทำโชกุปังด้วย ก็เลยเลือก ‘เคนภูปัง’ ซึ่งฟังดูจำง่าย เวลาพูดก็มีลูกเล่นเล็กๆ ฟังแล้วสะดุดหู แต่จำง่าย และยังสื่อถึงเมนูหลักของเราที่เป็น ‘ปัง’ ด้วย”
จากหาดใหญ่ สู่สนามโหดในกรุงเทพฯ
 
การตัดสินใจเปิดร้านแรกที่หาดใหญ่ไม่ใช่แค่เพราะความบังเอิญของการเดินทางไปทำสวนทุเรียน แต่ยังกลายเป็นเหมือนการศึกษาอินไซด์ตลาดไปในตัว เคน เล่าว่า ช่วงแรกทีมงานเองก็ยังสงสัยว่าจะมีคนมากินหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อมูลนักท่องเที่ยวที่หมุนเวียน และเศรษฐกิจของหาดใหญ่ที่คึกคักตลอดเวลา จึงมองเห็นโอกาสว่าหากดึงทั้งลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวมาได้ ธุรกิจย่อมมีโอกาสยืนอยู่ได้ยาว
 
ทำเลที่เลือก ร้านตั้งอยู่ใกล้แลนด์มาร์กอย่าง “โกอ้วน” และ “บะหมี่หนานหยวน” ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องแวะเสมอ เมื่อเคนภูปังเข้ามาเปิดจึงไม่ต่างจากการวางตัวเองเป็นเช็กพอยต์ใหม่ของย่านนั้น
 
แม้จะประสบความสำเร็จในหาดใหญ่ แต่การเข้ามาในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย “จริงๆ ใจเราก็อยากเติบโตอยู่แล้ว ถึงแม้ว่าสนามในกรุงเทพฯ จะโหดก็ตาม เราก็ตัดสินใจลองลุยดู ซึ่งการเข้ากรุงเทพฯ มันเหมือนการเริ่มใหม่หมด ทั้งครัวกลาง ออฟฟิศ พนักงาน ทุกอย่างคือเริ่มจากศูนย์ใหม่”
 
เคนภูปัง เริ่มต้นด้วยการเปิด Pop-up ที่สยามพารากอน เพียงหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงแต่ก็คุ้มค่าที่จะลอง แม้ผลลัพธ์ในเดือนแรกจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือบทเรียนมีค่า
 
“มันทำให้เราได้เรียนรู้หลายอย่าง เช่นที่หาดใหญ่ แบรนด์เราเป็นที่รู้จักง่าย สนามเล็กกว่าคุมได้ง่าย แต่พอมากรุงเทพฯ มันใหญ่และซับซ้อนกว่าเยอะ จุดที่เห็นชัดเลยคือ การตลาดของเรายังไม่พอ จุดเด่นยังไม่ชัดพอ และปัญหาของ Pop-up คือการไม่มีที่นั่งทำให้เสียโอกาสในการสร้างประสบการณ์กับลูกค้า”
 
บทเรียนครั้งนั้นเคนและทีมกลับมาทบทวนและปรับกลยุทธ์ใหม่ พวกเขาตัดสินใจเปิดสาขาที่มีที่นั่งที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ด้วยพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตร พร้อมมีที่นั่งให้ลูกค้าได้นั่งทาน และเริ่มทำการตลาดจริงจัง ทำคอนเทนต์มากขึ้น
 
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ “Slushy Avocado” กลายเป็นเมนูไวรัลที่สร้างชื่อเสียงให้ร้านอย่างรวดเร็วเคนเล่าว่า เราเป็นเจ้าแรกที่ทำ Slushy Avocado เปิดมาเป็นแก้วเล็กๆ เพราะคิดว่ากำลังพอดี กินหมดแล้วอยากกินอีก ราคาเข้าถึงได้ ใช้อะโวคาโดพันธุ์แฮสทั้งหมด คนเลยพูดถึง แชร์ต่อ ทำคอนเทนต์กันเยอะ กลายเป็นกระแส ทำให้เคนภูปังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลังจากสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว เคนภูปัง ได้มีการขยายไปสาขาอื่นๆ อีก 3 แห่งคือ สาขาเดอะมอลล์บางกะปิ สาขาเดอะมอลล์บางแค และสาขาสามย่านมิตรทาวน์ ทำให้ตอนนี้เคนภูปังมีทั้งหมด 5 สาขา
 
“สาขาที่ทำรายได้สูงที่สุดคือ เซ็นทรัลลาดพร้าว เนื่องจากมีทราฟฟิกหนาแน่นตลอดเวลา แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ สาขานอกเมืองอย่างเดอะมอลล์บางแค และเดอะมอลล์บางกะปิก็สามารถทำยอดขายได้สูสีกัน”
 
สิ่งที่เคนให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการวิเคราะห์ข้อมูล และสร้างรากฐานให้แข็งแรงก่อนที่จะขยายสาขาต่อไป “จากการเก็บข้อมูล เราเริ่มมาวิเคราะห์ data มากขึ้น เก็บข้อมูลลูกค้า ระบบหลังบ้าน รวมถึงการพัฒนาออฟฟิศ ปีนี้เราเลยหยุดขยายสาขาก่อน เพราะรู้สึกว่าที่ผ่านมาเร็วมาก เราควรทำออฟฟิศให้แข็งแรงตามสาขาให้ทันก่อน ถ้าออฟฟิศและระบบไม่แข็งแรง เราจะไม่สามารถโตต่อได้”
 
แบรนด์น้องใหม่ในสนามใหญ่ ที่ต้องวิ่งให้ทันทั้งระบบและตลาด
 
แม้เพิ่งย้ายเข้ามาในกรุงเทพฯ เพียง 10 เดือน แต่เคนภูปังกลับขยายไปแล้วถึง 4 สาขา ความเร็วเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นการเดินเกมเชิงรุกที่ต้องแลกมากับแรงกดดันในการพัฒนาคนและระบบ “ถ้าไม่มีการพัฒนาคนและระบบ เราจะขยายต่อไม่ได้” เคนเล่าอย่างตรงไปตรงมา การเติบโตจึงไม่ได้วัดแค่จำนวนสาขา แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างหลังบ้านว่าจะรองรับแรงกดจากการขยายได้หรือไม่
 
อีกหนึ่งสมรภูมิที่เคนเริ่มโฟกัสมากขึ้นคือการขยายไปสู่ตลาดออนไลน์ เพราะมองว่าหน้าร้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ “เราต้องมีสินค้าเสริมที่ขายออนไลน์ได้ ไม่ใช่แค่เดลิเวอรี่จากหน้าร้าน” เขาอธิบายถึงแผนการทำโปรดักต์ที่ซื้อกลับบ้านได้ หรือพัฒนาสินค้าที่ส่งตรงถึงต่างจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงคนที่ยังไม่เคยสัมผัสบรรยากาศร้านจริง ให้เริ่มต้นจากการทดลองสินค้าผ่านออนไลน์ก่อน

เมนูที่ขายดีที่สุดในตอนนี้คือ Signature Ken Toast ตามมาด้วย Pandan Custard Ken Toast และ Creme Brulee French Toast ส่วนเครื่องดื่มคือ Slushy Avocado รองลงมาเป็น มัทฉะลาเต้ และชาไทยมะพร้าวน้ำหอมสลัชชี่
 
อย่างไรก็ตาม ปีนี้ก็เป็นปีที่ยากสำหรับธุรกิจร้านอาหาร เคนยอมรับว่ามันยากตั้งแต่เริ่มทำอยู่แล้ว แต่ปีนี้ก็ยากขึ้นจริงๆ เจอแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว แต่เขาก็เตรียมใจไว้แล้วและยังมองไปข้างหน้า 
 
เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างการทำธุรกิจในหาดใหญ่กับกรุงเทพฯ เคนมองว่าที่หาดใหญ่การแข่งขันน้อยกว่าและภาพตลาดค่อนข้างชัดเจน ทั้งโปรดักต์และตัวตนของแบรนด์ แต่ทันทีที่เข้ากรุงเทพฯ เขาก็ยอมรับว่าต้องเจอสมรภูมิที่โหดกว่า SME ในกรุงเทพฯ แข่งขันกันอย่างหนัก โดยเฉพาะในตลาดร้านขนมหวานที่ช่วงสองปีหลังมานี้มีผู้เล่นใหม่จำนวนมาก จึงทำให้ต้องเร่งสร้างความชัดของตัวโปรดักต์และแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อยืนหยัดในตลาด
 
สิ่งหนึ่งที่เขาไม่กังวลคือความแตกต่างของรสชาติระหว่างลูกค้าในกรุงเทพฯ และหาดใหญ่ เพราะมองว่าทุกคนกินเอาอร่อยเหมือนกัน เพียงแต่เคนภูปังออกแบบเมนูให้สามารถกินได้ทุกครั้ง มากกว่าการเป็นขนมที่กินได้แค่บางโอกาส 
 
“รายได้เฉลี่ยในช่วงพีคต่อสาขาอยู่ที่ประมาณ 70,000–80,000 บาทต่อวัน เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าวหรือสาขาหาดใหญ่ ส่วนบางแคพีคที่ราว 60,000 บาทต่อวัน แล้วแต่ทราฟฟิกของแต่ละสาขา มองว่าหากมีสินค้าที่ซื้อกลับบ้านได้ทันทีหรือเมนูใหม่ๆ ที่พร้อมออกสู่ตลาด ก็จะสามารถดันยอดขายให้สูงขึ้นไปอีก เพียงแต่การพัฒนาเมนูใหม่ต้องใช้เวลาและผ่านหลายขั้นตอน แต่เราก็ค่อยๆ พัฒนาไป ตอนนี้แค่ประคองให้อยู่รอดและมีเวลาพัฒนาตัวเอง ก็นับว่าโอเคแล้ว”
 
เคนเล่าว่า ตัวเองไม่ได้เรียนการตลาดมาโดยตรง แต่ใช้พื้นฐานความรู้ด้านการเงินจากที่เรียนจบมา และประสบการณ์ในวงการบันเทิงมาปรับใช้ อาศัยการทำจริง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ยังคงสนุกกับการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ มองว่ามันเป็นอีกงานที่เราอยากทำ แม้จะเหนื่อย แต่ก็สนุก และโชคดีที่ได้ทำธุรกิจที่เรารู้สึกสนุกด้วย
 
แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ยังคงมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยตั้งใจปิดปีที่ 30 ล้านบาท ส่วนเป้าใหญ่ 100 ล้านอยากไปให้ถึงอยู่แล้ว แต่การไปถึงจุดนั้นต้องใช้ความรอบคอบ อยากทำให้ดีที่สุด เพราะก่อนจะไปถึงสเต็ป 100 ล้าน เราต้องทำให้สเต็ปตอนนี้แข็งแรงก่อน เพราะการสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง หากทำได้ภายใน 3 ปีถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
 
ด้วยเหตุนี้เอง ปีนี้เขาจึงตัดสินใจเบรกการขยายสาขาเพื่อกลับมาโฟกัสกับการสร้างรากฐานให้มั่นคง โดยจะโฟกัสเรื่องหลังบ้าน เรื่องระบบ ออฟฟิศ ให้แน่นก่อน ปีหน้าค่อยขยับใหม่ 
 
เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ เคนเผยว่าเขาไม่ได้มีใครเป็นไอดอลในแบบที่ต้องทำตามเป้าหมายของเขา แต่จะมองผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดที่ประสบความสำเร็จ ที่เขาคอยศึกษาและเรียนรู้จากแนวทางการทำงานของพวกเขา ไม่ได้มองว่าเป็นเส้นทางที่ต้องเดินตามตรงๆ หากแต่ใช้วิธีแกะข้อมูลจากคนที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเรียนรู้และปรับใช้ในแนวทางของตัวเองมากกว่า
นอกจากนี้ เคนยังเล่าถึงข้อได้เปรียบที่เขาได้จากการเป็นคนในวงการบันเทิง ซึ่งช่วยในเรื่องการตลาดเป็นอย่างมาก เพราะอันนี้ก็ถือว่าเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งเลย คนรู้จักร้านเราง่ายขึ้นมากๆ นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีสแตนดี้ผมอยู่หน้าร้านทุกร้าน 
 
แม้จะเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง แต่เขายังแบ่งเวลาสำหรับธุรกิจ 50% อีก 50% ยังเป็นสัดส่วนงานแสดงที่มีเข้ามาเรื่อยๆ ถือว่าเป็นบาลานซ์ที่ดี เพราะชอบทั้งสองอย่าง สำหรับเขาแล้ว ธุรกิจไม่ได้เป็นแค่แผนสำรอง แต่เป็นอีกหนึ่งความหลงใหลที่อยากจะทำอย่างจริงจัง 
 
“มันน่าจะเริ่มจากช่วงโควิด ตอนนั้นผมขายต้นไม้ ถือเป็นธุรกิจแรกที่ทำจริงจัง และอยู่กับมันได้หลายปี มันค่อนข้างประสบความสำเร็จ ก็เลยเหมือนจุดไฟให้เราอยากทำธุรกิจอื่นต่อ ตอนนี้ธุรกิจต้นไม้ก็ยังมีอยู่ แต่เป็นกลุ่มเฉพาะทางมากขึ้น พวกไม้ด่าง ต้นไม้ประดับ ขณะเดียวกันก็ต่อยอดไปทำสวนต่อ”
 
นอกเหนือจากการแบ่งเวลาที่ลงตัว เคนเล่าว่าตนเองเป็นผู้ที่ลงมือทำคอนเทนต์เองทั้งหมด ถ่ายเอง ตัดคลิปเอง ลงเอง เป็นการที่ผมเองก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกับร้านเหมือนกัน อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องศึกษาต้องลองทำ 
 
การสร้างแบรนด์ในยุคที่มีโซเชียลมีเดีย คนเสพทุกอย่างเร็ว สำหรับเคนตอบว่ายุคโซเชียลที่ทุกอย่างเร็ว ถ้าเราไม่ชัด เราจะถูกกระแสพัดไปเร็ว ทีมและผมจึงต้องอัพเดทตลอด ใช้สื่อให้เป็น และที่สำคัญคือต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน
 
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา “แฟรนไชส์” เป็นหนึ่งในคำถามที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจังหวัดต่างๆ และต่างประเทศ แต่เคนย้ำเสมอว่า อยากทำแบรนด์ให้ชัดเจนก่อน และกังวลว่าการกระจายสาขาที่ควบคุมคุณภาพไม่ได้จะทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไป
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ทางเพจ Ken Phu Pang ได้โพสประกาศว่า Ken Phu Pang 
พร้อมแล้วสำหรับแฟรนไชส์ สะท้อนว่า เคนภูปังได้ผ่านช่วงการทดลองและการวางรากฐานที่เข้มแข็งมาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาในกรุงเทพฯ ได้ถึง 4 แห่งภายในเวลาไม่ถึงปี การสร้างยอดขายระดับ 70,000–80,000 บาทต่อวันในทำเลหลักอย่างเซ็นทรัลลาดพร้าวหรือหาดใหญ่ รวมถึงการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าในร้านและการซื้อกลับบ้าน
การก้าวเข้าสู่แฟรนไชส์ในเวลาที่ร้านอายุยังไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม อาจดูเร็วสำหรับบางสายตา แต่สำหรับเขาและทีม นี่อาจะเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะตลาดร้านขนมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดยังมีช่องว่างสำหรับโปรดักต์ที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจนแบบเคนภูปัง 
 
ในเชิงธุรกิจ การเปิดแฟรนไชส์ถือเป็นการเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ของเคนภูปัง จากการเป็น SME หน้าใหม่ สู่การวางตำแหน่งตัวเองเป็นแบรนด์ขนมที่พร้อมขยายสเกลทั่วประเทศ และอาจเป็นการทดสอบว่าชื่อเสียงบวกคุณภาพสินค้า จะสามารถสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

เคน ภูภูมิ ปั้น “เคนภูปัง” 5 สาขาไม่ถึงปี กระโดดสู่โมเดลแฟรนไชส์ ตั้งเป้าแบรนด์ขนม 100 ล้าน

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

หากช่องแคบฮอร์มุซปิด 3 เดือน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Read More Stories  

Digest

OR ขานรับนโยบายรัฐฯ จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อีกทางเลือกที่คุ้มค่าและยั่งยืน รองรับภาคขนส่ง อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

หยุดยาวแบบสบายใจ! ประกันติดโล่ แจกฟรีประกันบ้าน-อุบัติเหตุ รวม 30,000 สิทธิ์ คุ้มครองทั่วไทยรับเทศกาลสงกรานต์ปี 69

“เถ้าแก่น้อย” จัดงาน Taokaenoi X ChenZheYuan A Global Journey of Flavor ตอกย้ำสู่การเป็น Global Brand ด้วย New Asian Wave

Unboxing Ideas

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

ทำไมแม่ตุ๊กตาของพันช์คุง ชื่อ DJUNGELSKOG ไม่ใช่อุรังอุตัง ส่องไอเดียการตั้งชื่อของ IKEA เมื่อ ‘สถานที่’ กลายเป็นชื่อของไลน์สินค้า

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact