ชื่อของ “
ศิวัจน์ สวัสดิ์มณีกุล” เจ้าของสตูดิโอ Wabi Sabi จัดอยู่ในลิสต์ต้นๆ ของวงการซีรีส์วายไทย ในฐานะที่เขาเป็นผู้กำกับยุคแรกๆ เริ่มจากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ Love Sick The Series มาก่อนและเติบโตในสายงานนี้มาอย่างต่อเนื่อง
เขาบอกว่า 10 ปีมานี้ซีรีส์วายมีพัฒนาการที่น่าสนใจมาก สมัยก่อนจำนวนซีรีส์วายมีไม่เกิน 2 เรื่องต่อปี ตัดกลับมาปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยกว่าเรื่อง โดยเมื่อปีก่อนมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าของอุตสาหกรรมนี้เขยิบสถานะขึ้นมามีมูลค่า 2,000 ล้านบาท แต่ 80-90% ยังอยู่ในมือของซีรีส์วายมากกว่าซีรีส์ Girl’s Love หรือ GLจนสถานการณ์แข่งขันเข้าสู่ Red Ocean เต็มตัวเมื่อเทียบกับซีรีส์ GL ที่ยัง Blue Ocean
แต่ถึงแม้ว่าซีรีส์ในเซ็กเมนต์นี้จะถูกเทียบเคียงให้ขึ้นแท่นเป็นซีรีส์กระแสหลักไปแล้ว เนื่องจากออนแอร์ในช่องหลัก และในช่วงไพร์มไทม์ แต่เขากลับมองว่ายังเป็นนิชมากกว่าแมส เนื่องจากคนที่รู้จักนักแสดงยังอยู่ในกลุ่มแฟนคลับที่ติดตามซีรีส์วาย และ GL เท่านั้น เพียงแต่ว่าแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้เสียงดังจากโซเชียลมีเดีย และมูฟเมนต์ที่กลุ่มนี้ขับเคลื่อนกลายเป็นกระแสให้คนพูดถึงในวงกว้าง ประกอบกับวงการบันเทิงไทยในตอนนี้เผชิญกับรายได้โฆษณาที่ลดลง จากพฤติกรรมการดูที่เปลี่ยนไป เจ้าของช่องหลายเจ้าไม่มีกำลังผลิตคอนเทนต์เหมือนเมื่อก่อน เลยจำเป็นต้องเปิดให้ผู้จัดนอกมาเช่าเวลา หรือไทม์แชร์ริ่ง หรือโมเดลต่างๆ ที่ช่องไม่ต้องลงทุนผลิตคอนเทนต์เอง ส่งผลให้สลอตว่าง
“นี่เลยทำให้จำนวนของผู้จัดค่ายต่างๆ เกิดมาเพื่อทำซีรีส์วาย และ GL เพิ่มขึ้น เพราะมีตัวอย่างให้เห็นชัดว่า เมื่อทำแล้วมันเกิดดอกผลเป็นชิ้นเป็นอัน สามารถต่อยอดความสำเร็จสร้างรายได้อื่นตามมา ทั้งการจัดอีเวนท์ของนักแสดง กิจกรรมแฟนมีทติ้งทั้งในและต่างประเทศ จนไปถึงเมอร์แชนไดส์ ทุกคนเลยรู้สึกว่าคุ้มที่จะเสี่ยง”
เป็นที่น่าสังเกตว่า สาเหตุที่ทำให้ซีรีส์วาย และ GL สามารถต่อยอดได้มากกว่าละครที่มีนักแสดงเป็นพระเอก-นางเอก ก็เพราะซีรีส์นี้มาพร้อมกับโมเดลธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากละครหลังข่าวอย่างสิ้นเชิง
ศิวัจน์ อธิบายสเตปการทำซีรีส์วายให้ได้รับการตอบรับที่ดี จำเป็นต้องมีการการทำงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้
- เลือกที่จะหยิบนิยายวายมาเปิดโปรเจ็กต์ซีรีส์ เพื่อเรียกกระแสจากกลุ่มแฟนคลับนิยายให้คอยลุ้นว่าใครจะมารับบท เรียกว่าจะเป็นทางลัดความสำเร็จก็ว่าได้ อย่างน้อยก็การันตีว่าผลตอบรับมักดีกว่าซีรีส์ที่เขียนขึ้นมาใหม่
- ประกาศตัวนักแสดงนำคู่ ช่วยสร้างกระแสอีกระลอกตามมา ถ้าคู่จิ้นไหนดูทรงแล้วเคมีเข้ากัน จะเกิดแฟนคลับนักแสดงเป็นกลุ่มที่ 2
- เมื่อแฟนคลับ 2 กลุ่มมาเจอกัน จะช่วยสร้างกระแสให้แรงยิ่งขึ้นในวันเปิดกล้อง
- ต้องไม่ลืมทำคอนเทนต์ปล่อยอย่างต่อเนื่องในช่วงถ่ายละครจนถึงวันออนแอร์
- นำคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นระหว่างทาง มาช่วยหล่อเลี้ยงในช่วงระหว่างออนแอร์ เพื่อให้กระแสขึ้นไปติดลมบน
- วัดกระแสซีรีส์จากโซเชียลมีเดีย และ TopTrendThaiX เพื่อช่วยตัดสินใจว่าจะต่อยอดในการทำกิจกรรมร่วมกับแฟนคลับหรือไม่ ถ้าทำแล้วควรมีสเกลแค่ไหน
- นำซีรีส์มาแปลเป็นภาษาต่างๆ ลงแพลตฟอรมสตรีมมิ่ง เพื่อสร้างฐานแฟนคลับต่างประเทศ
- วางงบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพศิลปินในสังกัดด้านการแสดง ร้องเพลง และเต้น เพื่อวางแผนทำซิงเกิ้ลต่อไปเพื่อขยายฐานแฟนคลับไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง รวมถึงเข้าคอร์สเรียนภาษาต่างๆ เตรียมความพร้อมไปงานแฟนมีทติ้งพบแฟนคลับในต่างประเทศ
- หล่อเลี้ยงคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปูทางไปสู่ซีรีส์เรื่องใหม่
ศิวัจน์ กล่าวว่า ช่องทางการต่อยอดธุรกิจในเวลานี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแฟนมีทติ้ง ในกรณีที่นักแสดงมีสกิลในการร้องเพลงก็สามารถจัดคอนเสิร์ตได้ นอกจากนั้นก็จะมีออกอีเวนท์ และเมอร์แชนไดส์ แต่สำหรับการทำแฟนมีทติ้งจะต้องวัดกระแสว่าควรจัดในสเกลไหน เลือกฮอลล์ที่จัดจุคนเท่าไหร่ ถ้ากระแสน้อยก็ไม่จัดหรือจัดสเกลย่อมๆ
“เคยมีเหมือนกันที่ฐานแฟนคลับในโซเชียลเยอะมาก เราตัดสินใจจัดในฮอล์ใหญ่ขนาด 2,500 ที่นั่งเลย แต่ปรากฏขายบัตรไม่หมด ประสบการณ์ครั้งนั้นกลายมาเป็นไบเบิ้ลให้เราในการจัดแฟนมีทติ้งครั้งต่อมาว่า ถ้ากระแสในโซเชียลเท่านี้ต้องมีสูตรคำนวณว่าจะนำตัวเลขมาหารลดลงกี่เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะจัดพื้นที่ให้เหมาะสม แต่ทริคที่ดีที่สุดคือ จัดแฟนมีทติ้งให้ Sold out ในสเกลเล็กดีกว่าทำสเกลใหญ่แต่ขายไม่หมด”
เขาทิ้งท้ายว่า ถึงซีรีส์วายจะกลายเป็น Red Ocean แต่ยังมีโอกาสโตได้อีกไกล เพราะถ้าเทียบกับต่างประเทศ ต้องบอกว่าซีรีส์วายในบ้านเราอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ยิ่งถ้าวัดกันในแง่ของกระแสด้วยแล้ว ไทยเป็นเบอร์หนึ่งของโลก เพราะเป็นประเทศบุกเบิกทำมาก่อน และเป็นออริจินัล ต่อให้มีชาติอื่นมาทำ พฤติกรรมคนดูมักชอบเสพคอนเทนต์ออริจินัลอยู่ดี ปัจจุบันนอกจากจีนแล้ว แฟนคลับซีรีส์วาย และ GL จำนวนมากมาจากบราซิล ชิลี อิตาลี และเม็กซิโก ล่าสุดอินเดียเริ่มตีตื้นเข้ามา