ถ้าสังเกตห้างเปิดใหม่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าขนาดร้านหนังสือค่อย ๆ เล็กลง หรือบ้างแห่งก็ไม่มีร้านหนังสือเลย แม้แต่เชนร้านหนังสือใหญ่ ๆ ที่เคยมอบพื้นที่ร้านให้กับหนังสือ 100% กลับลดสัดส่วนลง แบ่งไปให้สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องเขียน ของเล่นแทน ซึ่งเหตุผลน่าจะเป็นเพราะสินค้าเหล่านั้นก็เป็นสื่อการเรียนรู้ได้เช่นกัน
เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะคนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือแต่อย่างใด แต่เพราะต้นทุนของหนังสือเล่มสูงมาก ในขณะที่กำไรที่ร้านได้จากการขายหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่ได้มากนัก ต้นทุนนี้รวมทั้งค่ากระดาษ ค่าพิมพ์ ค่าออกแบบ ค่าลิขสิทธิ์ ค่าขนส่ง และการแบ่งรายได้กับนักเขียน ไหนจะค่าเช่าพื้นที่ที่แพงขึ้นอีก
นั่นทำให้ราคาหนังสือออกมาสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไทย หลายคนจึงหันไปอ่านบทความออนไลน์ ซื้อ e-book หรือถาม AI แทน ทำให้ร้านหนังสือไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการขายหนังสือเพียงอย่างเดียว
แม้ว่ารายได้หลักของร้านหนังสือยังมาจากหนังสือ แต่หลายร้านเริ่มเพิ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องเขียน ของตกแต่ง หรือโซนคาเฟ่ เพื่อดึงลูกค้าและสร้างรายได้เสริม ร้านหนังสืออิสระบางแห่งก็ต้องพึ่งกิจกรรมเวิร์กชอป พบปะนักเขียน หรือการจัดพื้นที่สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้เวลาในร้านมากขึ้น
แม้ร้านหนังสือจะยังพึ่งพาหนังสือเป็นรายได้หลัก โมเดลธุรกิจเดิมจึงไม่เพียงพอที่จะอยู่รอดในยุคนี้
แต่ “การปรับตัว” ของร้านหนังสือไม่จำเป็นต้องแปลว่า “การตอบโจทย์” ของผู้อ่านเสมอไป
อย่างเชนร้านหนังสือใหญ่ ๆ ที่เราเห็นได้ตามศูนย์การค้าทั่วไป หันมาเพิ่มสินค้าหมวดไลฟ์สไตล์มากขึ้น แม้ช่วยเพิ่มความหลากหลายและรายได้ แต่กลับไม่สร้างแรงดึงดูดมากนัก เพราะสิ่งที่คนยังคาดหวังคือร้านหนังสือที่ให้ความสำคัญกับหนังสือจริง ๆ ไม่ใช่ร้านขายของจิปาถะที่มีหนังสือเป็นแค่ส่วนหนึ่ง
ตัดภาพมาที่ Kinokuniya ที่ต่อให้มีเพียงไม่กี่สาขา แต่ก็ยังถึงยังครองใจผู้อ่าน แม้ราคาจะสูงกว่าที่อื่น แต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือ และพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ทำให้จุหนังสือได้หลากหลายประเภท ทำให้คนรู้สึกว่าที่นี่คือ destination store ที่คนตั้งใจเดินทางไปเพื่อเสพหนังสืออย่างแท้จริง
นั่นเท่ากับว่า ขนาดของพื้นที่ก็มีส่วนสร้างบรรยากาศการอ่านเช่นกัน
เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่างงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็เป็นเคสที่น่าสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1.3 ล้านคน ยอดขายรวมประมาณ 430 ล้านบาท จำนวนบูธกว่า 1,200 บูธ และพื้นที่จัดงานขยายเป็น 20,000 ตารางเมตร ซึ่งพื้นที่นี้ค่อย ๆ ขยายขึ้นทุก ๆ ปี
กิจกรรมในงานก็ครบครันเหมือนอยู่ในร้านหนังสือขนาดใหญ่ ทั้งเวิร์กชอป พบปะนักเขียน โซนเด็ก โซนไลฟ์สไตล์ แต่ที่ต่างจากร้านหนังสือก็คือ มีโปรโมชั่นหนังสือใหม่หรือ Box Set Limited Edition สิ่งเหล่านี้ทำให้งานหนังสือเป็น “ฤดูกาลซื้อหนังสือ” ที่คนตั้งใจมากกว่าการเดินเข้าร้านในชีวิตประจำวัน บรรยากาศดึงให้คนซื้อเกินกว่าที่ตั้งใจ และยังสร้างคอมมูนิตี้คนรักหนังสือ
แต่นี่คือความย้อนแย้งที่น่าฉุกคิด ร้านหนังสือที่อยู่ใกล้ตัวเราแทบทุกวันกลับซบเซา แต่ทำไมงานหนังสือที่จัดเพียงปีละครั้งถึงยังคึกคัก นั่นอาจเป็นเพราะการไปงานหนังสือไม่ใช่แค่การซื้อหนังสือ แต่คือประสบการณ์เต็มรูปแบบ ที่รวมทั้งการค้นพบหนังสือใหม่ การมีปฏิสัมพันธ์กับนักเขียน และการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้นักอ่าน การซื้อหนังสือกลายเป็นการลงทุนด้านอารมณ์มากกว่าความจำเป็น
แต่นั่นเองที่ทำให้ร้านหนังสือยังมีความสำคัญอยู่ แม้จะไม่คึกคักเท่างานแฟร์ แต่ก็เป็น “พื้นที่ใกล้ตัว” ที่ควรจะมอบประสบการณ์แบบเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดบรรยากาศที่ทำให้การเลือกหนังสือกลายเป็นการค้นพบใหม่ ๆ มุมเงียบสงบให้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง หรือกิจกรรมเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับการอ่านโดยตรง ร้านหนังสือจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่ที่ขายหนังสือ แต่คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่ยังเชื่อมโยงผู้คนกับโลกของตัวอักษรในแบบที่ดิจิทัลแทนที่ไม่ได้