ท่ามกลางกระแสการแข่งขันด้าน High-Tech และ Advance AI ปัจจัยการผลิตที่ชี้ขาดชัยชนะอยู่ที่มันสมองของมนุษย์ ไม่ใช่เงินทุน และที่ดิน เหมือนยุคอุตสาหกรรม ทำให้สงครามชิงมันสมองซึ่งเริ่มปะทุเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเริ่มดุเดือดประเทศที่มุ่งเน้นสู่การเป็นผู้นำ ล้วนมีนโยบายและแผนแยบยลในการสร้างและสะสม Talent ทั้งสิ้น
การได้มาซึ่ง Talent ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ต่างจากธุรกิจทั่วไป คือไม่สร้างก็ต้องซื้อ
บางประเทศเน้นสร้าง บางประเทศเน้นซื้อ
แต่ประเทศอย่างจีน เน้นทั้งสร้างและซื้อ
ล่าสุด จีนออก K-visa ใหม่ เริ่มเป็นทางการ 1 ตุลาคม 2025 ตั้งเป้าดึงดูดเยาวชนและผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่จากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศมากขึ้น เน้นยืดหยุ่นสูง เป็นไปตามนโยบายชาติที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเพื่อบรรลุเป้าใหญ่เป็น Tech Superpower ปี 2035
ในเอเชียประเทศอย่างไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่นมีแนวทางสร้าง Young Tech Talent เน้นลงทุนการศึกษา นวัตกรรม ควบคู่กับการสร้างรายได้โอกาสทางอาชีพ เพื่อดึงดูดเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง
ไต้หวันเน้นสร้าง Ecosystem แข็งแรงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เปิดมหาวิทยาลัยหลักสูตรเฉพาะสายชิปและไมโครอิเล็กทรอนิกส์มีทุนและโปรแกรมฝึกงานร่วมกับบริษัทชิป เช่น TSMC, MediaTek เปิดรับนักศึกษาต่างชาติร่วมโครงการแลกเปลี่ยนทั้งระยะสั้น-ยาว เงินเดือนวิศวกรและสายเทคโนโลยีดีกว่าวิชาชีพอื่น ดึงดูดทั้งในและต่างประเทศ
สิงคโปร์ลงทุน Deep Tech ต่อเนื่อง สร้างระบบนิเวศวิจัย-สตาร์ตอัป รองรับเทคโนโลยีเกิดใหม่และบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รัฐบาลมีนโยบายเอื้อแรงงานต่างชาติ เปิดโอกาสให้เยาวชนและคนทำงานต่างชาติเข้าถึงงานง่าย มีโปรแกรมพัฒนาทักษะเทคโนโลยีใหม่ ๆ ต่อเนื่องสนับสนุนความหลากหลาย ลดขีดจำกัดด้านวัฒนธรรมและภาษา
ญี่ปุ่นรัฐบาลอัดฉีดงบประมาณจำนวนมหาศาลในสายไมโครชิป AI และ STEM หวังดึงชื่อเสียงแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกคืน ดึงดูดบุคลากรผ่านโครงการทุน-ฝึกงานของรัฐและบริษัท ให้โอกาสเยาวชนทั่วโลกมาทดสอบทำงานจริงในส่งเสริมทักษะ 2 ภาษาและไอทีใหม่ ๆ เพิ่มช่องทางจ้างงานวิศวกรจากต่างประเทศ
ส่วน จีนประกาศใช้ K-Visa ครั้งแรก โดยสภารัฐกิจเมื่อ 16 กรกฎาคม 2025 จุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของชาติ ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่สายวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีจากทั่วโลก ลดข้อจำกัด Visa แบบเดิมยื่นขอได้โดยไม่ต้องมีนายจ้างหรือจดหมายเชิญล่วงหน้า อยู่ในจีนได้นานขึ้นเข้าออกได้หลายครั้ง ผู้มีวุฒิการศึกษาทำงานวิจัยสอนหรือประกอบการสาย STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics)สมัคร K-visa ได้
ที่ผ่านมา การแข่งขันช่วงชิง YoungSTEM Talent ของประเทศยักษ์ใหญ่ระดับโลกดุเดือด ความต้องการบัณฑิต STEM ในโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นำโดย จีน อินเดีย และสหรัฐ
ความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
จีน ผลิตบัณฑิต STEM เป็นอันดับ 1 ของโลก
ปี 2020 มีบัณฑิต STEM 3.57 ล้านคน คิดเป็น 41% ของทั้งประเทศ แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปี 2025 คาดว่าจะผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอก STEM ได้มากกว่า 77,000 คน

อินเดีย เป็นอันดับ 2 ของโลกผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 2.55 ล้านคนต่อปี มีบทบาทสูงในอุตสาหกรรม IT และเทคโนโลยี คาดว่าปี 2030 จำนวนบัณฑิต STEM อินเดียจะก้าวแซงจีน
สหรัฐอเมริกา แม้จะผลิตบัณฑิต STEM ประมาณ 820,000 คนต่อปี น้อยกว่าจีนและอินเดียมาก แต่ยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและงานวิจัย โดยผลิตปริญญาเอก STEM ประมาณ 40,000 คนในปี 2025 จุดสำคัญที่สุด คือมีศักยภาพดึงดูดนักวิจัยและผู้มีความสามารถจากทั่วโลกร่วมทำงานได้ดี
ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, เยอรมนี, ฝรั่งเศส และประเทศในยุโรปอื่น ๆ รวมถึงบราซิลและเม็กซิโก ก็เป็นประเทศที่เพิ่มจำนวนบัณฑิต STEM ชัดเจน โดยญี่ปุ่นผลิตประมาณ 192,000 คนต่อปี ส่วนบราซิลกับเม็กซิโกมีอัตราเติบโตของบัณฑิต STEM สูงกว่า 25% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ที่มา
Soutce