ไฮเซ่นส์เข้ามาทำตลาดอย่างเป็นทางการในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2016 ถึงวันนี้ก็เกือบสิบปีแล้ว
จากวันนั้นถึงวันนี้ไฮเซ่นส์มีการลงทุนในส่วนของการสร้างโรงงานไปแล้ว 2 แห่ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 6,800 ล้านบาท
เริ่มจากการไปซื้อโรงงานที่ระยอง เพื่อปรับปรุงเป็น Hisense Air Conditioner Smart Factory โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศในปีที่แล้ว ด้วยมูลค่าการลงทุน 2,100 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 98 ไร่ โรงงานแห่งนี้มีกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศสูงสุดถึง 3,000,000 เครื่องต่อปี และสร้างงานให้กับชุมชนมากกว่า 1,500 ตำแหน่ง
ล่าสุดไฮเซ่นส์ได้เดินหน้าลงทุนเพิ่มอีก 4,700 ล้านบาท เพื่อก่อตั้ง Hisense Intelligent Manufacturing Park นิคมอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 บนพื้นที่รวมกว่า 400 ไร่ และมีกำหนดแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยโรงงานนี้ถูกออกแบบให้เป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบครบวงจร เช่น ตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และเครื่องซักผ้า โดยเฟสแรกจะมีกำลังการผลิตรวมกว่า 2,700,000 เครื่องต่อปี
โทมัส เทา ผู้จัดการทั่วไป HHA Industrial Park กล่าวว่า “ไฮเซ่นส์เลือกประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการลงทุนตั้งฐานการผลิตและเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การลงทุนในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของไฮเซ่นส์ต่อประเทศไทย”
โรงงาน HHA ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 จะมีสถานะเป็น ฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดและแห่งเดียวของไฮเซ่นส์ ในภูมิภาคอาเซียน (SEA) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายกำลังการผลิตนอกประเทศจีน โรงงานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางในการรองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออกไปยังตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลและระบบซัพพลายเชนที่ครบวงจร โรงงานนี้จึงเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การกระจายสินค้า และการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและตอบสนองผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โทมัส อธิบาย เหตุผลที่เลือกลงทุนในประเทศไทยและกำหนดให้โรงงานนี้เป็นศูนย์การในการส่งออกว่า “ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ทั้งด้านที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) ที่มีระบบซัพพลายเชนครบวงจรและโครงสร้างด้านโลจิสติกส์ที่ทันสมัย ไทยยังมีเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจและนโยบายการลงทุนที่เอื้อต่อการขยายธุรกิจ อีกทั้งยังเป็น คลัสเตอร์การผลิตของแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ทำให้ไฮเซ่นส์มั่นใจว่าไทยคือทำเลที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งฐานการผลิตและการส่งออก”

ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยและ CLMVT ยังมีศักยภาพสูง
การลงทุนครั้งใหญ่ของไฮเซ่นส์เป็นผลมาจากศักยภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยและภูมิภาค CLMVT ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของเมือง การเติบโตของชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าเทคโนโลยีอัจฉริยะและประหยัดพลังงาน
สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยโดยเฉพาะ ไฮเซ่นส์มองว่าปี 2568 มีทิศทางการฟื้นตัวที่มั่นคงตามเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยอดขายของไฮเซ่นส์ในครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่เติบโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตู้เย็น และ เครื่องซักผ้า ที่มียอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นที่ 27% และ 61% ตามลำดับ
โทมัส กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยและความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อคุณภาพ นวัตกรรม และการบริการของแบรนด์ไฮเซ่นส์อย่างต่อเนื่อง"
โดยไฮเซ่นส์ได้ตั้งเป้าการเติบโตในปี 2568 ในระดับเลขสองหลัก โดยมีตู้เย็นและเครื่องซักผ้าเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ไฮเซ่นส์เชื่อว่าตลาดตู้เย็นในประเทศไทยและภูมิภาค CLMVT ยังคงเป็นสินค้าพื้นฐานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการอัปเกรดขนาดความจุให้ใหญ่ขึ้น และความนิยมในตู้เย็นแบบมัลติดอร์ที่ช่วยลดค่าไฟและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัว ไฮเซ่นส์เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีถนอมอาหาร และราคาที่คุ้มค่า
ส่วนตลาดเครื่องซักผ้าก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากผู้บริโภคที่มองหาความสะดวก ประหยัดเวลา และคุณภาพการซักที่ดีกว่า แนวโน้มหลักคือการเปลี่ยนจากเครื่องซักผ้าฝาบนแบบดั้งเดิมไปสู่เครื่องซักผ้าฝาหน้า จุดเด่นของไฮเซ่นส์อยู่ที่เทคโนโลยีประหยัดน้ำ-พลังงาน โปรแกรมอัจฉริยะ และดีไซน์ที่ตอบโจทย์พื้นที่จำกัด ทำให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่ต้องการฟังก์ชันทันสมัยในราคาที่เข้าถึงได้

แผนการลงทุนระยะยาวสู่ New S-Curve
นอกจากนี้ ไฮเซ่นส์ยังมีแผนการลงทุนระยะยาวใน 3 เฟส โดยเฟสแรกจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และจะเริ่มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รวมกว่า 2,700,000 เครื่องต่อปี สำหรับแผนระยะที่ 2 (ปี 2570–2571) จะมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นกว่า 9 ล้านเครื่องต่อปี และลงทุนเพิ่มเติมในผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศแบบทำความเย็นจากส่วนกลาง
และในเฟสที่ 3 (ปี 2572–2573) ไฮเซ่นส์มีแผนที่จะขยายสู่ธุรกิจใหม่ในกลุ่ม New S-Curve การลงทุนอย่างยั่งยืนนี้ยังรวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจด้าน ESG ของบริษัท
การลงทุนของไฮเซ่นส์ในประเทศไทยครั้งนี้จึงไม่เพียงแค่สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นในนโยบายการลงทุนที่เอื้อต่อการขยายธุรกิจและสถานะของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในระดับภูมิภาค
ปัจจุบันไฮเซ่นส์มีโรงงานในอาเซียนอยู่ในประเทศไทย 1 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีก 1 แห่ง มี ในเวียดนาม, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ประเทศละ 1 แห่ง และมีศูนย์ R&D ในประเทศไทย 1 แห่ง ซึ่งเป็นที่เดียวในอาเซียน
ไฮเซ่นส์ตั้งเป้าการเติบโตในปี 2568 ในระดับเลขสองหลัก โดยมีตู้เย็นและเครื่องซักผ้า เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ขณะที่ตลาดเครื่องปรับอากาศยังคงมีการแข่งขันสูง แต่ยังคงเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญ
