ปีที่ผ่านมา “HooRay!” ขายนมโปรตีนได้กว่า 50 ล้านขวด สร้างรายได้ทะลุ 890 ล้านบาท แต่กว่าจะทำรายได้ขนาดนี้ เกิดจากการมองเห็นช่องว่างเล็กๆ ในฟิตเนสทองหล่อ แล้วพัฒนาเป็นสินค้าที่เปลี่ยนทั้งตลาดโปรตีนในไทย จนวันนี้ HooRay! ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่ Protein Expert of ASEAN
ต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว การเดินทางของแบรนด์ HooRay! เริ่มต้นจากทีมผู้ก่อตั้งสามคน ได้แก่ต้น วงษ์เดช เอี่ยวสานุรักษ์, เจน ชัชณี พฤกษ์ศลานันท์ และเอก พฤกษ์ศลานันท์ (น้องชายของเจน) เกิดขึ้นจากฟิตเนสเล็กๆ ที่ทองหล่อ ซึ่งครอบครัวผู้ก่อตั้งเปิดเป็น Private Fitness ที่ใช้เทคโนโลยีกระตุ้นกล้ามเนื้อจากต่างประเทศ
ในฟิตเนสแห่งนั้น พวกเขาไม่ได้ขายแค่การออกกำลังกาย แต่ยังขายคอร์สอาหารสุขภาพที่มีโปรตีนควบคู่ไปด้วย Pain Point คือทุกครั้งที่ต้องเตรียมโปรตีน เทรนเนอร์ต้องนำโปรตีนผงมาปั่นกับผลไม้ในออฟฟิศ เกิดเสียงดัง รบกวน และไม่สะดวกต่อการใช้งาน ภาพเหล่านี้ทำให้ทีมผู้ก่อตั้งมองเห็นช่องว่างสำคัญของตลาดและตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่มีนมโปรตีน พร้อมดื่มที่ทั้งอร่อยและสะดวกต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เมื่อช่วงเวลานั้น สินค้าในตลาดไทยยังไม่มีนมโปรตีนในรูปแบบพร้อมดื่มให้เลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ส่วนใหญ่คือโปรตีนผงที่ต้องชงเอง บรรจุภัณฑ์เต็มไปด้วยภาพลักษณ์แบบฮาร์ดคอร์ ใช้สีแดงเมทัลลิก รูปกล้ามและดัมเบลที่สื่อสารกับนักเพาะกายหรือคนที่เล่นกล้ามจริงจังเป็นหลัก ซึ่งทำให้คนทั่วไปไม่รู้สึกว่าโปรตีนเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย
จากประสบการณ์ตรงและการสังเกตพฤติกรรมลูกค้า ทางทีมจึงตกผลึกแนวคิดสำคัญว่า ธุรกิจนี้ต้องการคนบุกเบิกที่กล้าทำให้แตกต่างออกไป พวกเขาไม่ได้อยากเป็นเพียงผู้ตามในตลาด แต่ต้องการสร้างตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครทำ เป้าหมายจึงชัดเจนตั้งแต่ต้นกับการทำโปรตีนพร้อมดื่มที่ดี อร่อย และไม่ยุ่งยาก ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

บุกเบิกด้วยการเรียนรู้และนวัตกรรม
เส้นทางการพัฒนา HooRay! ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่แรก เพราะช่วงนั้นประเทศไทยยังไม่มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่รองรับการทำนมโปรตีนพร้อมดื่มจริงๆ ทีมผู้ก่อตั้งพยายามเริ่มต้นด้วยการลงพื้นที่ ไปฟาร์มนมที่สระบุรี หรือติดต่อศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพื่อหาความรู้ แต่สิ่งที่ได้คือยังไม่มี Knowhow เทคโนโลยีการผลิตที่จำเป็นยังไม่เกิดขึ้นในประเทศ การทำโปรตีนให้คงคุณภาพ อยู่ได้นาน และพร้อมดื่มได้ทันที ยังเป็นโจทย์ที่ไม่มีใครตอบได้ในเวลานั้น
เมื่อเห็นว่าความรู้ในประเทศยังไม่เพียงพอ จึงตัดสินใจบินไปอเมริกาเพื่อทำ Market Research และศึกษานวัตกรรมจากนักวิจัยที่อยู่ในโซนซึ่งมีเทคโนโลยีการพัฒนานมก้าวหน้าที่สุดในโลก การเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่แค่การหาความรู้เพิ่มเติม แต่คือการบุกเบิกเพื่อปูทางสู่สินค้าที่ไม่เคยมีในตลาดไทย การรีเสิร์ชใช้เวลานานกว่า 2 ปีเต็ม ก่อนที่ทีมงานจะสามารถปรับองค์ความรู้และสร้างนมโปรตีนพร้อมดื่มขวดแรกขึ้นมาได้ ซึ่งกว่าจะได้ออกสู่ตลาดจริง ก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีเพื่อทำให้สูตรสมบูรณ์แบบ
ความยากที่สุดคือการหาวิธีทำให้โปรตีนอยู่ในรูปแบบพร้อมดื่มที่ไม่เสียคุณภาพ ขณะเดียวกันยังต้องทำให้อร่อยและสะดวก จนผู้บริโภครู้สึกว่าโปรตีนไม่ใช่เรื่องยากหรือน่าเบื่ออีกต่อไป

จุดที่ทำให้ HooRay! แตกต่างคือการเป็นเจ้าแรกที่พัฒนาสินค้า Lactose-Free ตอบโจทย์คนไทยจำนวนมากที่มักท้องอืดจากการดื่มนม อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ยังออกแบบให้ friendly เข้าถึงง่าย ไม่ได้เน้นภาพลักษณ์สินค้าสำหรับนักเพาะกายเท่านั้น แต่ทำให้ทุกคนสามารถหยิบไปดื่มได้ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ HooRay! บุกเบิกจึงไม่ใช่แค่สินค้าใหม่ แต่คือการเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อโปรตีน ว่ามันสามารถเป็นของที่กินง่าย สนุก และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้จริง
สำหรับชื่อ “HooRay!” ฮูเร่! เอกบอกว่า ตอนตั้งชื่อมีหลายตัวเลือก แต่สุดท้ายได้ออกมาเป็นชื่อนี้ เพราะได้ยินแล้วให้พลังบวก พูดแล้วจำได้ทันที ขณะเดียวกันดีไซน์ของขวดนมโปรตีนไม่ได้เน้นชื่อแบรนด์ แต่เน้นคำว่า “Protein” บนขวดที่มีขนาดใหญ่กว่าชื่อ เพื่อทำให้ผู้บริโภคเห็นชัด เข้าใจว่าเป็นสินค้าอะไร
ในช่วงแรกที่ HooRay! เริ่มต้นเปิดตัวมีเพียง 2 รสชาติคือรสจืด และรสช็อกโกแลต การตลาดจึงไม่ใช่การทุ่มงบก้อนโตเหมือนบริษัทใหญ่ แต่เลือกที่จะลงทุนไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมเป็นอันดับแรก ทีมผู้ก่อตั้งเชื่อว่าหากสินค้าดีพอ มันจะสามารถขายได้ด้วยตัวเอง และลูกค้าที่ได้ลองจริงจะเป็นคนบอกต่อแทนการโฆษณาแบบยัดเยียด นี่คือที่มาของกลยุทธ์แบบ Word of Mouth ที่วางอยู่บนความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า
HooRay! ยังเลือกวิธีการตลาดแบบเจาะกลุ่ม โดยเฉพาะในแวดวงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการออกกำลังกาย เช่น การแจกตัวอย่างสินค้าแบบเต็มขวดตามงานวิ่งหรืองานออกกำลังกายต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ตรงว่าผลิตภัณฑ์นี้แตกต่างจากโปรตีนทั่วไปอย่างไร ไม่เพียงแค่บอกว่าดี แต่ให้ลูกค้าได้ชิม ได้รู้สึกถึงความอร่อยและความสะดวกสบายด้วยตัวเอง วิธีการนี้ทำให้ HooRay! สร้างฐานลูกค้าที่มีความเชื่อมั่นและภักดีได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
งบประมาณด้านการตลาดที่ใช้ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์ใหญ่ ซึ่ง HooRay! ใช้เพียง 3% ของยอดขายเท่านั้น แต่กลับสร้างการรับรู้ในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะลูกค้าคือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุด
“แม้จะทุ่มงบการตลาดไป แต่สุดท้ายคนซื้อต้องไปที่หน้าชั้นวางอยู่ดี เราจึงเน้นไปที่ Point of Purchase แพ็กเกจจิ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้วค่อนข้างฮาร์ดคอร์ เราไม่อยากทำแบบนั้น เราออกแบบให้เฟรนด์ลี่ ตอนนี้ยังไม่มีแผนการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้เชื่อแล้วว่า ดาราที่หุ่นดี กล้ามสวย เกิดจากการกินสินค้านั้นจริงๆ แต่แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเราก็คือลูกค้าทุกคน ถ้าสินค้าเราทำให้สุขภาพดีขึ้น สร้างกล้ามเนื้อได้ นั่นแหละคือคนที่จะนำเสนอแบรนด์เราได้ดีที่สุด”

แม้จะยังเป็นแบรนด์น้องใหม่ แต่ HooRay! ก็เริ่มเห็นผลจากความพยายามเหล่านี้ ก่อนโควิดในปี 2019 บริษัทสามารถทำยอดขายได้ราวปีละ 20 ล้านบาท ตัวเลขนี้อาจยังไม่มากเมื่อเทียบกับความสำเร็จในปัจจุบัน แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่ากลยุทธ์ที่เน้นคุณภาพและการตลาดแบบปากต่อปากกำลังพาแบรนด์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และกำลังปูทางไปสู่การเติบโตครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา
ช่วงโควิด-19 กลายเป็น Turning Point ของ HooRay! อย่างแท้จริง เพราะทำให้ผู้คนตื่นตัวกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น กระแสการดูแลตัวเองเริ่มเข้ามาเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับอาหารที่ดีต่อร่างกาย โปรตีนจึงกลายเป็นหนึ่งในคำตอบที่ผู้คนมองหา และนี่คือจังหวะที่ HooRay!สามารถก้าวเข้ามาตอบโจทย์ได้พอดี
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ คือการได้วางจำหน่ายใน 7-Eleven เมื่อปี 2021 ซึ่งถือเป็นก้าวที่ทำให้ HooRay! กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงคนทั้งประเทศได้ในทันที จากเดิมที่ยังจำกัดอยู่ตามร้านสุขภาพหรือโมเดิร์นเทรดบางแห่ง การเข้าไปอยู่บนเชลฟ์ 7-Eleven ช่วยขยายการเข้าถึงและสร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์จึงเป็นการเติบโตที่โตอย่างเดียวไม่มีถอยหลัง
ซึ่งนั่นหมายความว่าทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะเริ่มต้น HooRay!ขายขวดแรกที่ 69 บาท แต่เมื่อเวลาผ่านไป การพัฒนาสูตร การปรับประสิทธิภาพการผลิต และ Economy of Scale ช่วยให้สามารถลดราคาลงมาเหลือเพียง 49 บาท โดยไม่ลดทอนคุณภาพ นี่คือจุดที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถซื้อดื่มได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่สินค้าเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป
ตัวเลขยอดขายยืนยันถึงความสำเร็จ หลังเข้า 7-Eleven ปีแรก HooRay! ทำยอดขายได้ 100 ล้านบาท ปีต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 314 ล้านบาท และโตอีกเท่าตัวเป็น 600 ล้านบาท ในปี 2023 ขณะที่ปีที่ผ่านมาปิดที่ 890ล้านบาท จากยอดขายกว่า 50 ล้านขวด ปัจจุบันขายได้เฉลี่ย 3-4 ล้านขวดต่อเดือน กลายเป็นหนึ่งในสินค้าขายดี (Top Seller) ของ 7-Eleven โดยเฉพาะรสช็อกโกแลตที่ติดอันดับยอดขายสูงสุดในหลายสาขา
เมื่อถามว่า ปีไหนขายดีที่สุด เอก บอกว่า ทุกปีของ HooRay! ทำยอดขายได้ดีสุดทุกปี และเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่ HooRay! สามารถแตะพันล้านได้แน่นอน

จากเบอร์หนึ่งในไทย เตรียมพร้อมสู่ Protein Expert of ASEAN
ในวันนี้ HooRay!ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์น้องใหม่ที่บุกตลาดสำเร็จ แต่ได้ยืนอย่างมั่นคงในฐานะผู้นำตลาดโปรตีนพร้อมดื่มของไทย ตัวเลขยอดขายที่พุ่งแตะเกือบพันล้านบาทในปี 2024 ไม่เพียงสะท้อนพลังการเติบโต แต่ยังยืนยันว่าโปรตีนไม่ใช่สินค้าสำหรับกลุ่มคนเล่นกล้ามเท่านั้น หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวัย
สิ่งที่ทำให้ HooRay! แตกต่างจากคู่แข่งคือการวางตำแหน่งตัวเองอย่างชัดเจนในฐานะ Protein Expert หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโปรตีน ด้วยการต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้า Lactose-Free ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวเอเชียจำนวนมากที่มีอาการแพ้แลคโตส หรือการขยายไลน์สินค้าไปสู่โยเกิร์ตโปรตีนและไอศกรีมโปรตีนที่ทำให้ตลาดกว้างขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคในทุกเซกเมนต์
ปัจจุบัน HooRay! มีหลายหมวดสินค้า ไม่ว่าจะเป็น Protein Shake Lactose Free, Coffee Protein, Protein Yoghurt, Whey Protein Isolate และ Pea Protein Isolate สินค้าขายดีที่สุดตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบันคือProtien Shake รสช็อกโกแลต ที่ผ่านการปรับปรุงสูตรและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีรสชาติอื่น เช่น กล้วย และนมผสมน้ำผึ้ง เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

แม้จะเติบโตเร็ว แต่ความท้าทายคือการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีผู้เล่นหลักราว 5–6 เจ้า มูลค่าตลาดนมโปรตีนอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท ซึ่ง HooRay! กินส่วนแบ่งมากกว่า 1 ใน 5 ของตลาด ทำให้หลังจากนี้HooRay! ต้องพยายามเดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ทุกปี โดยใช้ Data-Driven Marketing
“บริษัทมีนโยบายออกสินค้าใหม่ทุกปี เพื่อสร้างความสดใหม่และตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้กำหนดตายตัวว่าจะเป็นปีละหนึ่ง SKU เสมอไป หากพบว่ามีหมวดหมู่ใหม่ที่เหมาะสมกับจังหวะเวลาและความต้องการตลาด ก็สามารถเปิดตัวมากกว่าหนึ่งผลิตภัณฑ์ในปีเดียวได้เช่นกัน”
ในเชิงกลยุทธ์ HooRay!ยังคงยึดหลักการเดิม คือให้คุณภาพของสินค้าเป็นหัวใจ และใช้เสียงของผู้บริโภคจริงเป็นพลังในการขับเคลื่อน มากกว่าการพึ่งพาแคมเปญโฆษณาที่หวือหวา แนวทางนี้ไม่เพียงสร้างยอดขาย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นและความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
ก้าวต่อไป HooRay! มองไปไกลกว่าตลาดในประเทศ แผนการขยายไปยังต่างประเทศได้ถูกวางไว้ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “Protein Expert of ASEAN” ที่พร้อมนำเสนอนวัตกรรมโปรตีนคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้สู่ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเติบโตในช่วงสิบปีแรกคือบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ที่เกิดจากความเข้าใจในปัญหาของผู้บริโภคและกล้าที่จะบุกเบิกในสิ่งที่ยังไม่มีใครทำ สามารถพลิกตัวเองจากสตาร์ทอัพเล็กๆ สู่การเป็นผู้นำตลาดได้จริง
