เคยสังเกตกันมั้ยว่าทุกวันนี้เราใช้เงินสดน้อยลงเรื่อยๆจากเมื่อก่อนที่ต้องพกเงินสดไปจ่ายค่าของในร้านสะดวกซื้อ วันนี้เราเพียงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสแกน QR ก็เสร็จสิ้นการจ่ายเงิน หรือจากที่เคยต้องหยิบบัตรเครดิตไปรูดหน้าร้าน กลายเป็นการกดจ่ายออนไลน์ได้ทันที แถมยังมี E-Wallet ให้เลือกใช้งานมากมาย และแม้แต่การผ่อน 0% 10 เดือนก็กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
ภาพเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้เงินสดของไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
การเติบโตของ Prompt Pay เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีธุรกรรม Prompt Pay กว่า 40 ล้านครั้งต่อวัน ปัจจุบันจำนวนธุรกรรมโตขึ้นเป็น 60 ล้านครั้งต่อวัน ตัวเลขนี้เกือบเท่ากับจำนวนประชากรทั้งประเทศ หมายความว่าโดยเฉลี่ยคนไทยทำธุรกรรมดิจิทัลวันละหนึ่งครั้งแล้ว
แม้แต่ในพื้นที่ที่เคยรับเงินสดเป็นหลัก เช่น ลานจอดรถ วันนี้ก็เปลี่ยนเป็นระบบสแกน QR Code การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเมืองใหญ่ แต่ยังขยายไปถึงต่างจังหวัดและอุตสาหกรรมใหม่ๆ อย่างชัดเจน
ข้อมูลจาก Visa ระบุว่า 97% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีการใช้งาน Mobile Banking ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันธุรกรรมกว่า 55% ของประเทศยังคงเป็นเงินสด และมีเพียง 45% ที่เป็นดิจิทัลเพย์เมนต์ ตัวเลขนี้จึงสะท้อนโอกาสมหาศาลที่เหลืออยู่ หากสามารถผลักดันสัดส่วนการชำระเงินดิจิทัลได้มากขึ้น
วิน วารีเกษม ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง Beam กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใช้จ่ายผ่านธุรกรรมไร้เงินสดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีการเงิน เราจึงเชื่อว่าประเทศไทยสามารถก้าวสู่สังคมไร้เงินสดได้ถึง 90% ภายในปี 2030 หรือหมายถึง 90% ของธุรกรรมการชำระเงินทั้งหมดจะอยู่ในรูปแบบดิจิทัล”
"หากประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายที่ 90% ของธุรกรรมทั้งหมดเป็นดิจิทัล จะช่วยลดจำนวนเครื่องเก็บเงินสดและแคชเชียร์ลงได้กว่าครึ่งทั่วประเทศ ลดตู้ ATM ลงถึง 80% เหลือน้อยกว่า 20 เครื่องต่อประชากร 100,000 คน ลดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดลง ที่สำคัญยังสามารถประหยัดต้นทุนเศรษฐกิจได้สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 48,341 ล้านบาท) พร้อมลดสัดส่วนเงินสดในระบบ การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
โดยปกติร้านค้าจะมีต้นทุนจากการรองรับเงินสด ในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับยอดขาย ไม่นับการสูญหายหรือการนับผิด ขณะเดียวกันยังเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างรายได้และเสริมศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยในระดับภูมิภาค”
ปัจจุบัน Beam มีร้านค้ากว่า 3,000 ร้าน และทำธุรกรรมรวมมากกว่า 12,000 ล้านบาท โดยพัฒนาโซลูชันหลัก 3 ด้าน- Beam Checkout ระบบรับชำระเงินออนไลน์สำหรับ Social Commerce และ Website มาพร้อมฟีเจอร์สำคัญ One Click Checkout ที่ทำห้การชำระเงินเป็นไปได้ง่ายเพียงคลิกเดียว
- Beam Bolt+ ระบบรับชำระเงินหน้าร้านแลละตามพื้นที่จุดขายมีพร้อมทั้งอุปกรณ์รับชำระบนมือถือ และอุปกรณ์รับชำระ ที่สามารถชำระเงินได้ทุกที่
- Beam Bride ระบบรับชำระเงินสำหรับพาร์ทเนอร์เสริมสร้างแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพด้วยการเชื่อมต่อกับการชำระเงินที่หลากหลาย สามารถรองรับกับระบบที่หลากหลาย จัดการออเดอร์ ระบบศูนย์อาหาร เป็นต้น
เป้าที่ตั้งไว้ Beam ต้องการรองรับ Mobile Payment ในอนาคตจะรองรับการแตะมือถือเพื่อชำระเงิน (NFC) รวมถึง Apple Pay และ Google Pay ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในตลาดไทยเป้าหมายสูงสุด โดยต้องการเป็นรากฐานให้กับร้านค้าในการรับชำระเงินทุกรูปแบบ (เช่น โมบายแบงก์กิ้ง, บัตรเครดิต/เดบิต, Google Pay, Apple Pay, PromptPay) เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมใด
สิ่งสำคัญคือการที่ผู้ประกอบการไทยปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง เพราะการชำระเงินไม่ใช่แค่ธุรกรรมอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดประสบการณ์ของผู้บริโภค และทิศทางการเติบโตของธุรกิจ
สังคมไร้เงินสดในสัดส่วน 90% ภายในปี 2030 จึงไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้ แต่คืออนาคตที่ใกล้เข้ามา เพราะวันที่คนไทยพกมือถือเครื่องเดียวก็สามารถใช้จ่ายได้ทุกที่กำลังจะกลายเป็นความจริง และนั่นจะเป็นอีกก้าวสำคัญของเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัล