“ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์” (The Aspen Tree The Forestias) ที่พักอาศัยสำหรับวัย 50 ปีขึ้นไป บนพื้นที่ 23 ไร่ กับที่พักอาศัยเพียง 290 ยูนิต เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ถือเป็น Senior Living ระดับลักชัวรี จากราคาขายรวมค่าส่วนกลางเริ่มต้นที่ 30 ล้านบาท/ห้อง และราคาสูงสุดอยู่ที่ 70 ล้านบาท/ห้อง พักอาศัยได้ห้องละ 2-3 คน (พื้นที่ 83-200 ตร.ม.) และมีทางเลือกแบบเช่าระยะยาว เริ่มต้นเดือนละ 167,000 บาท รองรับลูกค้าทั้งที่ต้องการถือกรรมสิทธิ์หรือเช่าพักระยะยาว
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า Senior Living ระดับลักชัวรีแห่งนี้จะเป็นบันไดขั้นแรกที่เข้ามาสานฝันการทำธุรกิจเพื่อสังคม “บ้านบุญธรรม” ของ “ทิพพาภรณ์” ลูกสาวคนสุดท้องของเจ้าสัวธนินทร์ เจียวรวนนท์ โดยใช้โมเดลธุรกิจและกำไรจาก “ดิ แอสเพน ทรี” มาต่อยอดให้เกิดขึ้นจริงภายใน 10 ปีต่อจากนี้
ทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลอปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวถึงจุดกำเนิดของ ดิ แอสเพน ทรี เดอะ ฟอเรสเทียส์ ว่าเกิดจากแรงบันดาลใจที่จะทำธุรกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise ภายใต้ชื่อ “บ้านบุญธรรม” ให้ผู้สูงอายุทำหน้าที่เป็นคุณตาคุณยายอยู่อาศัยร่วมกับพี่เด็กกำพร้าให้ 2 เจนเติมเต็มและดูแลซึ่งกันและกัน
“ย้อนกลับไป 33ปีก่อน เรียนจบแล้วได้รับมอบหมายจากคุณพ่อให้ดูแลมูลนิธิพุทธรักษา ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อ มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสทางสังคม วันหนึ่งมีโอกาสได้เข้าไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งที่เชียงใหม่ เด็กที่นั่นดูแตกต่างจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอื่น ดูแล้วเขาไม่ขาดความมั่นใจหรือขาดความอบอุ่น เลยไปศึกษาว่าที่นั่นดูแลเด็กยังไงแล้วพบว่าบ้านหลังนึงจะดูแลเด็ก 10 คน แต่ละหลังมีพี่เลี้ยง 1 คนคอยดูแล ระบบเป็นแบบพี่เลี้ยงน้อง และมีผู้จัดการโครงการทำหน้าที่เหมือนพ่อบ้าน เห็นการเติมเต็มเด็ก เลย Inspire ที่อยากจะทำโมเดลแบบนี้ เพียงแต่ต้องการเติมคุณตาคุณยายเข้าไปด้วย เพราะผลวิจัยชี้การย้ายผู้สูงอายุออกไปอยู่ตามลำพังส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจมากกว่า”
ความฝันเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้งในปี 2008 เมื่อ ทิพพาภรณ์ จัดตั้งโครงการ iCARE Awards เวทีประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคมเปิดโอกาสให้นักศึกษาส่งผลงานประกวดโมเดลที่พักอาศัยเพื่อคน 2 เจนให้ผู้สูงอายุและเด็กอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน และทีมงานที่ชนะเลิศได้ตั้งชื่อโครงการว่า “บ้านบุญธรรม”
แต่เนื่องจากเป็น Social Enterprise ต้องใช้ทุนดูแลสนับสนุน ประกอบกับการดูแลผู้ใหญ่ตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย ต่างจากเด็กที่เมื่อถึงวัยนึงจบการศึกษาแล้วสามารถเติบโตต่อได้ด้วยตัวเอง จึงมีความคิดทำโครงการบ้านพักคนชราให้เป็นธุรกิจขึ้นมา เพราะเมื่อเป็นธุรกิจจะต้องมีองค์ความรู้ มีระบบ มีผู้เชี่ยวชาญ ที่จะสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัยและมีกำไรที่จะขยายผลเข้าสู่การทำ “บ้านบุญธรรม” ในรูปแบบ Social Enterprise ได้อย่างยั่งยืน โดยนำปันเงิน 2% จาก Gross income มาให้มูลนิธิ

หลังจากนั้นเป็นต้นมาเธอก็ตระเวนดูโมเดลการทำ Senior Living จากหลายๆ ที่ที่รับดูแลคนที่เริ่มเกษียณจนหมดอายุขัย สุดท้ายก็ได้พบกับ Baycrest ซึ่งทำงานร่วมกับรัฐบาลแคนาดาในโครงการวิจัยภาวะสมองเสื่อมระดับชาติ และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมอง มีประสบการณ์มากกว่า 105 ปี
Baycrest ได้เข้ามาเป็นพันธมิตร ทำหน้าที่ช่วยสร้างระบบที่มีคุณภาพ บริหารจัดการ และพัฒนาบุคลากรให้มีมาตรฐานในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ดิ แอสเพน ทรี จึงเปิดบริการเต็มรูปกับ 3 สิ่งอำนวยความสะดวก (Main Facilities) ประกอบด้วย ที่พักอาศัย (Residences) ศูนย์ดูแลคุณภาพชีวิต (Wellness Center) และ ศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) ดูแลตั้งแต่ Active Senior ที่สามารถดูแลตัวเองได้ ระบบการดูแลแบบ Day care ไปถึงระยะที่ต้องการการพึ่งพา จนหมดสิ้นอายุขัย
“เราวางแผนระยะเวลา 10 ปี โดยเริ่มจาก ดิ แอสเพน ทรี ก่อน จากนั้นจะขยาย Senior Living เข้าสู่ตลาดกลางและล่าง และสุดท้ายเชื่อมโยงกลับมาที่เด็กกำพร้าและสร้างโครงการ ‘บ้านบุญธรรม’ ให้ผู้สูงอายุและเด็กกำพร้าอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ”