ต้องยอมรับว่าตอนนี้โลกของเรากำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะมาจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม
เหนือสิ่งอื่นใดปัญหาทั้งหมดทั้งมวลล้วนส่งผลกระทบการท่องเที่ยว และนำมาสู่เทรนด์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่วางเป้าหมายให้ทุกการเดินทางต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, เคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น และคืนความสมบูรณ์ให้กับสิ่งแวดล้อม
ล่าสุดกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว
โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand) ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน

นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่าเทรนด์ดังกล่าวนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำเราจะสู้เพื่อนบ้านไม่ได้ แต่ถ้าเราทำได้ดี สามารถรักษาของที่มีให้คงเดิมจะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้
ลงลึกในรายละเอียดองค์ประกอบที่สำคัญของแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 มี 4 ปัจจัยสำคัญดังนี้
1. Thailand Green Tourism Plan 2030 เป็นการวางระบบการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีขั้นตอนสำคัญที่น่าสนใจ คือ
- การผนึกกำลังพันธมิตร (Key and Committed Partners): นอกเหนือจาก 4 หน่วยงานหลัก (กรมการท่องเที่ยว, ม.มหิดล, Green Destinations Foundation, Travelife) ยังมีพันธมิตรอีกกว่า 50 องค์กรจากภาครัฐและเอกชนที่ร่วมลงนามในจดหมายแสดงเจตนารมณ์ (Letter of Intent) เพื่อแสดงความมุ่งมั่นร่วมกัน โดยครอบคลุมทั้งหน่วยงานด้านการศึกษา การท่องเที่ยว องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชน
- การตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ: นอกจากเป้าหมายเชิงคุณภาพแล้ว ยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น การตั้งเป้าหมายยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการให้ได้รับมาตรฐานสากล จำนวน 100 แห่งภายในปี 2030
- การเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล: แผนนี้ไม่ได้ถูกจัดทำขึ้นเองโดยเฉพาะ แต่เป็นการนำแนวทางจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับ มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ง่ายต่อการยกระดับสู่สากล
2. Big Data Platform การวางระบบเพื่อรองรับข้อมูลสำคัญ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยข้อมูล Big Data จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์และวางแผนนโยบายการท่องเที่ยวในระยะยาว เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด
3. Thailand Good Travel การใช้ตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทยที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล
โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เหมือนกับโครงการ Swisstainable ของสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำสำเร็จมาแล้ว
4. Pilot Cooperation เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร 'Thailand Green Coach' เพื่อทำหน้าที่เป็น 'พี่เลี้ยง' ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา
ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป

“การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเสริม
ในงานเปิดตัวครั้งนี้ได้มีการยกตัวอย่างหนึ่งในโครงการนำร่องที่เริ่มปรับรูปแบบการบริหารงานมาพักใหญ่แล้ว ได้แก่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีแนวปฏิบัติที่น่าสนใจ อาทิ
- การจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: มีการจัดการขยะโดยการคัดแยก และนำกิ่งไม้ที่ถูกตัดแต่งปีละกว่า 700 ตันมาทำเป็น Biochar เพื่อลดขยะ ลดการเผา และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน
- ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ด้วยการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าและจักรยานชมสวน. อุทยานฯ มีการบันทึกข้อมูลและสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 1,300 ตันคาร์บอนเทียบเท่า
- เป้าหมาย Net Zero: ตั้งเป้าที่จะเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน 5 ปีข้างหน้า
“การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก” นัทรียา กล่าวทิ้งท้าย
