ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ไม่เพียงเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ แต่ยังมีบทบาทโดยตรงต่อความมั่นใจของผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ทว่าภายใต้ภาวะกำลังซื้อหดตัวและต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการภาครัฐจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงภาคธุรกิจนี้ให้ยืนอยู่ได้ในระยะสั้น และเติบโตได้ในระยะยาว
และนี่คือมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์จาก อาจารย์เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มองลึกถึงปัจจัยเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และพฤติกรรมผู้ประกอบการในยุคที่ต้องอยู่ให้รอดก่อนจะโต

1. มาตรการ “คนละครึ่ง” กับขีดจำกัดของการกระตุ้นระยะสั้น
อาจารย์เกียรตอนันต์ อธิบายว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” แม้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้จริง แต่ไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารขนาดเล็ก เพราะโครงการลักษณะนี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้สร้างโครงสร้างต้นทุนที่ยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจ
อาจารย์เกียรตอนันต์ เปรียบเทียบมาตรการนี้เป็นเหมือน “Safari Model” แหล่งน้ำเล็ก ๆ กลางทะเลทราย ที่เมื่อฝนตกลงมา สัตว์ป่าทุกตัวต่างกรูเข้าไปดื่มน้ำ แต่ก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้ดื่ม ขณะที่อีกหลายตัวไปไม่ถึงและตายในที่สุด การกระตุ้นลักษณะนี้จึงช่วยได้เฉพาะผู้ประกอบการบางกลุ่มเท่านั้น
ในทางกลับกัน มาตรการแบบนี้ยังอาจก่อให้เกิดพฤติกรรมเกินตัวในหมู่ผู้ประกอบการ เพราะเมื่อข่าวโครงการออกมา หลายร้านรีบสต๊อกของเพิ่ม จ้างคนเพิ่ม ทำโปรโมชั่น โดยยังไม่รู้แน่ชัดว่าเม็ดเงินจะมาถึงเมื่อไหร่ หรือมากน้อยเพียงใด สุดท้ายต้นทุนเกิดก่อนรายได้ ผลลัพธ์คือบางร้าน “ตายก่อนเงินมาถึง” ซึ่งสะท้อนชัดถึงความเสี่ยงของการพึ่งพามาตรการระยะสั้นโดยไม่วางแผนล่วงหน้า
2. มาตรการลดต้นทุน เครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งทำ
อาจารย์เกียรติอนันต์เสนอว่า หากรัฐบาลต้องการช่วยให้ภาคธุรกิจร้านอาหารอยู่รอดได้จริง ต้องขยับจากการอัดเงินฝั่งดีมานด์มาสู่การบรรเทาฝั่งซัพพลาย ด้วยมาตรการลดต้นทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ระยะยาวและตรงจุดกว่า
ยกตัวอย่างมาตรการที่ภาครัฐสามารถดำเนินการได้ทันที เช่น
- การสมทบช่วยค่าแรงลูกจ้าง เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถรักษาพนักงานไว้ได้ เหมือนที่เคยทำในช่วงโควิด-19 ที่ภาครัฐช่วยแบกรับภาระบางส่วนของค่าจ้าง ผลลัพธ์คือช่วยชะลอการเลิกจ้างและรักษาธุรกิจให้ดำเนินต่อได้
- การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนปกติ ซึ่งมักจะติดอยู่กับปัญหาสภาพคล่องหมุนเวียนระหว่างรายจ่ายและรายรับ
- การรวมกลุ่มเพื่อจัดซื้อ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สำคัญที่สุด เพราะร้านอาหารรายเล็กต้องเผชิญกับต้นทุนต่อหน่วยที่สูงจากการซื้อวัตถุดิบปริมาณน้อย การรวมกลุ่มกันเพื่อจัดซื้อโดยตรงจากแหล่งผลิตหรือซัพพลายเออร์รายใหญ่ จะช่วยลดต้นทุนต่อกิโลกรัมได้จริง และสร้างอำนาจต่อรองให้กับผู้ประกอบการรายเล็กอย่างยั่งยืน
อาจารย์เกียรติอนันต์ เน้นว่า การลดต้นทุนไม่เพียงช่วยผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดค่าครองชีพของประชาชนทางอ้อม เพราะเมื่อร้านอาหารมีต้นทุนต่ำลง ราคาขายย่อมไม่ต้องขยับขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารในราคาที่เป็นธรรม ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยรวม
3. การช่วยผู้ประกอบการคือการช่วยรัฐบาล
“เมื่อประชาชนได้กินของอิ่ม ของไม่แพง ผู้ประกอบการขายของได้ ความมั่นใจทางเศรษฐกิจก็กลับมา” นี่คือประโยคที่อาจารย์เกียรติอนันต์กล่าว
อาจารย์เกียรติอนันต์อธิบายว่า การฟื้นเศรษฐกิจผ่านร้านอาหารเป็นการฟื้นบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่สัมผัสได้จริง เพราะร้านอาหารคือธุรกิจที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนทุกกลุ่ม หากคนเดินตลาดแล้วเห็นร้านเปิดครบ คึกคัก มีคนกิน มีคนขาย ทุกอย่างดูมีชีวิตชีวา จะสร้างความมั่นใจร่วมให้กับสังคมโดยอัตโนมัติ
ในทางกลับกัน ถ้าร้านอาหารทยอยปิด ตลาดเงียบ ซบเซา ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนก็จะหายไปทันที รัฐบาลที่มองเกมขาดจะเข้าใจว่า การช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ใช่แค่การช่วยผู้ค้า แต่คือการช่วยตัวเองในการฟื้นเศรษฐกิจ

ท้ายที่สุด อาจารย์เกียรติอนันต์สรุปไว้ว่า หากรัฐบาลต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาคึกคักอย่างแท้จริง ต้องเลิกมองนโยบายแบบ “ฝนตกหย่อมเดียว” แล้วเปลี่ยนมาใช้แนวทางสร้างระบบนิเวศแห่งการอยู่รอดผ่านการลดต้นทุน รักษาการจ้างงาน และการรวมกลุ่มเพิ่มอำนาจต่อรอง เพราะสิ่งเหล่านี้คือวิธีเดียวที่จะทำให้ธุรกิจร้านอาหารไทย “ไม่เพียงอยู่รอด” แต่ยัง “เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”
เมื่อมองในภาพรวม มุมมองของอาจารย์เกียรติอนันต์สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ฟื้น ถ้าคนขายอาหารยังไม่ยิ้ม การช่วยร้านอาหารให้ยืนได้ ไม่เพียงช่วยคนทำมาหากิน แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคกลับมามีศรัทธาในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง และเมื่อความเชื่อมั่นกลับมา วงจรเศรษฐกิจไทยก็จะเริ่มหมุนอีกครั้งอย่างมั่นคง