ปัจจุบันกระแสการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์ Pet Humanization และ Pet Parent ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนสมาชิกในครอบครัว และต้องการประสบการณ์ที่ดีในการเลือกซื้อสินค้าและบริการให้กับสัตว์เลี้ยง “อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์” ผู้นำการจัดงานแสดงสินค้าและบริการด้านสัตว์เลี้ยง จึงเดินหน้าจัดงานมหกรรมสัตว์เลี้ยงที่จัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของกลุ่มคนรักสัตว์ที่กำลังขยายตัวในปัจจุบัน
กุลวดี จินตวร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้เลี้ยงยุคใหม่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกครอบครัว จึงต้องการประสบการณ์ที่มากกว่าการซื้อสินค้าในรูปแบบเดิมๆ ทางอิมแพคฯจึงมุ่งเน้นการจัดงานที่เป็นมากกว่างานแฟร์ เช่น การจัดงานสมาร์ทฮาร์ท พรีเซนต์ส ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท วาไรตี้ เอ็กซิบิชั่น 2025 ถือเป็นงานใหญ่ที่จัดต่อเนื่องมานานกว่า 15 ปี โดยปีนี้ได้ยกระดับคอนเซ็ปต์งานจาก Pet Variety สู่การเป็น Lifestyle Pet Exhibition แบบครบวงจรด้วยสินค้า บริการ กิจกรรม และโซนสัตว์ Exotic หายาก เพื่อตอบโจทย์ Pet Parents ในกลุ่ม Gen Z ครอบครัวคนรุ่นใหม่ และกลุ่ม Exotic Lovers ที่กำลังขยายตัวในไทย
โดยงาน สมาร์ทฮาร์ท พรีเซนต์ส ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เพ็ท วาไรตี้ เอ็กซิบิชั่น 2025 ครั้งล่าสุด มีระยะเวลาในการจัดงานถึง 4 วันเต็ม (วันที่ 9-12 ตุลาคม 2568) บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร รวมสัตว์เลี้ยงกว่า 20,000 ตัว และ บูธสินค้า–บริการกว่า 250 บูธ มีการประมาณการณ์ไว้ว่าจะมีผู้เข้าชมงานถึงกว่า 1.5 แสนคน มีเม็ดเงินสะพัดกว่า 80 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบในปี 2567 มียอดเงินสะพัดอยู่ที่ 70 ล้านบาท ร้านค้า 270 บูธ ผู้เข้าชมงาน 1.5 แสนคน และในปี 2566 มียอดเงินสะพัดที่ 60 ล้านบาท ร้านค้า 240 บูธ ผู้เข้าชมงาน 1.5 แสนคน เช่นกัน
“เมื่อสัตว์เลี้ยงถูกมองว่าเป็นสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนทางใจ เราจึงเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกันและการทำกิจกรรมกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น เช่น Pet-Friendly ในที่พักอาศัย โรงแรม และร้านอาหาร และเรายังมองว่า กลุ่มคน Gen Z มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงและพร้อมทุ่มเทเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์เลี้ยง งานในปีนี้จึงใช้ธีม "ANNYEONG เพื่อนรักตะลุยเกาหลี" ในบรรยากาศเกาหลีย้อนยุคที่มีความเป็นแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และความน่ารักของสัตว์เลี้ยงเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เข้าชมได้พาสัตว์เลี้ยงมาใช้เวลาและสร้างประสบการณ์ร่วม”
ในมุมของ “อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์” มีเป้าหมายที่จะยกระดับงานให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคและนานาชาติ ดึงดูดผู้ซื้อและผู้เข้าแข่งขันจากต่างประเทศ และพร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงตลาดที่มีการแข่งขันสูงจากผู้จัดงานรายอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนการเช่าสถานที่มีราคาเพิ่มขึ้น แต่ทางอิมแพคฯยังคงตั้งเป้าหมายให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีมูลค่าการซื้อขายที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องเงินทุนที่ไหลออกนอกประเทศจากการซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในประเทศ
“ในฐานะผู้จัดงาน เรายังให้การสนับสนุนผู้ประกอบการในกลุ่ม SME โดยทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังตระหนักถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก จึงมีการจัดสัมมนาหัวข้อ "How to Transform Your Business" และ "How to Transform Pet Shop SME Mindset" เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้ทันกับการแข่งขันทางธุรกิจ รู้จักค้นหาโอกาสใหม่ๆ และรับมือกับการแข่งขันในตลาดได้ดีขึ้น” กุลวดี กล่าว

เจาะอินไซต์ธุรกิจ Pet Shop ถึงเวลาต้องทรานส์ฟอร์ม
ข้อมูลจาก สมาคมอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไทย (TPIA) ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการร้านค้าปลีกสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีมากกว่า 4,000 ราย ประมาณ 80% เป็นธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก หรือ Pet Shop และแม้ว่าเทรนด์ Pet Humanization และ Pet Parent ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ข้อมูลจากงานสัมมนาเชิงลึกจากทางก TPIA ได้ระบุถึงสถานการณ์สำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกเพ็ทช็อป ต้องปรับตัวเพื่อรับมือความความเปลี่ยนแปลงของตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงการแข่งขันในปัจจุบัน ซึ่งการสัมมนาในหัวข้อ “PET BUSINESS: PET SHOP TRANSFORMING – ก้าวที่ต้องเปลี่ยน” มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายเรื่อง
โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากวงการสัตว์เลี้ยงไทย อาทิ นันทพล ตันติวงศ์อำไพ นายกสมาคม TPIA ร่วมด้วย น.สพ.เทียนชัย ไพฑูรย์วงศ์วีระ ที่ปรึกษาสมาคม TPIA และผู้ก่อตั้งชมรมผู้ค้าผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย เป็นผู้ให้ข้อมูล
ภาพรวมตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย จากการขยายตัวของเทรนด์ Pet Humanization ทำให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยธุรกิจสัตว์เลี้ยงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากยุคของตลาดนัดมาสู่ร้านค้าในห้างสรรพสินค้าและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันโดยปี 2567 ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตประมาณ 8.5% ขยายตัวจากปี 2566 มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 64,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้านี้ 15% ซึ่งมากกว่า 50% เป็นส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มอาหารสัตว์ และอีกประมาณ 20% เป็นกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและการดูแลรักษา
แม้แพลตฟอร์มออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และสร้างแรงกดดันด้านราคา แต่เชื่อว่าสัดส่วนยอดขายออนไลน์สำหรับสินค้าในประเทศมีอยู่ประมาณ 10% เท่านั้น ไม่ได้สูงถึง 25% ที่บางหน่วยงานรายงาน (เนื่องจากตัวเลขอาจรวมสินค้าที่นำเข้าโดยตรง) ซึ่งการแข่งขันด้านราคาเป็นเรื่องท้าทาย แต่ธุรกิจออฟไลน์ยังคงมีข้อได้เปรียบหากมีการปรับตัว
ความท้าทายสำหรับร้านเพ็ทช็อปในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังมีแนวคิดการทำธุรกิจแบบเก่า คือ การตั้งสินค้าไว้รอคนมาซื้อไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูง จำนวนร้านเพ็ทช็อปเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยปัญหาหลักเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสินค้า และพนักงานขาดความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์และการเลี้ยงสัตว์ ทำให้ไม่สามารถตอบคำถามและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้ นอกจากนี้ การจัดการทางด้านการเงินและการบริหาร ยังขาดระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
โดยกรอบแนวคิดสำคัญสำหรับการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพ็ทช็อป มี 2 แนวคิดหลัก ได้แก่ "5 M's" สำหรับพื้นฐานการบริหารจัดการค้าปลีก และ "10 E's" Key Success ในการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดี
5 M's (Pet Retail Management) ประกอบด้วย
1. สินค้า (Merchandising) ได้แก่ การคัดเลือกสินค้า - ไม่จำเป็นต้องมีทุกอย่าง แต่ต้องมีสิ่งที่ตอบโจทย์ลูกค้าเป้าหมาย การจัดหมวดหมู่ - จัดเรียงสินค้าตามความต้องการของผู้บริโภคไม่ใช่ตามแบรนด์ การบริหารสต็อก (FIFO) - สินค้าที่เข้ามาก่อนต้องออกไปก่อนเพื่อจัดการกับสินค้าใกล้หมดอายุ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ - ปรับเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าหรือรูปแบบการจัดร้านเพื่อให้ร้านดูน่าสนใจและลูกค้าเดินสะดวก
2. การตลาด (Marketing) ได้แก่ สร้างการรับรู้ - ป้ายร้านที่ชัดเจน ใช้โซเชียลมีเดียเน้นกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ สร้างความแตกต่าง - สร้างประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เช่น จุดถ่ายรูป หรือการบริการเฉพาะบุคคล โปรแกรมลูกค้าสัมพันธ์ - เน้นการรักษาลูกค้าเก่าผ่านโปรแกรมสะสมแต้มหรือส่วนลด ใช้ข้อมูลจากระบบ POS - เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและสื่อสารอย่างตรงจุด ร่วมมือกับธุรกิจใกล้เคียง - ทำงานร่วมกับคลินิกสัตว์ สปา หรือโรงเรียนฝึกสุนัข เพื่อสร้างเครือข่ายในระแวกร้านค้าของตัวเอง
3. บุคลากร (Manpower) ได้แก่ ความรู้และทักษะ - พนักงานต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์และสินค้า ไม่ใช่แค่จำข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ บริการที่เป็นเลิศ - สร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า พนักงานควรมีใจบริการ มีทักษะการขาย และสามารถปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงของลูกค้าได้ดี
4. การเงิน (Money) ได้แก่ การจัดการเงินสด - ต้องแยกเงินทุนของธุรกิจออกจากเงินส่วนตัว จุดคุ้มทุน - ต้องรู้ว่าต้องขายสินค้าเท่าไหร่จึงจะคุ้มกับค่าใช้จ่าย การลงทุน - ตัดสินใจลงทุนในสินค้าหรือบริการที่สร้างผลกำไรจริง ใช้ระบบ POS - ไม่ใช่แค่การเก็บเงิน แต่เพื่อวิเคราะห์ยอดขาย สต็อก และการประเมินผล
5. การจัดการ (Management) ได้แก่ ระบบสต็อก - มีระบบจัดการสต็อกที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช้พื้นที่ขายเป็นที่เก็บสินค้า การวิเคราะห์ข้อมูล - วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและแนวโน้มตลาดเพื่อวางแผนพัฒนาธุรกิจ การขยายธุรกิจ – พิจารณาการขยายสาขาอย่างรอบคอบ ดูจากโอกาสและความเป็นไปได้จริง และไม่กลัวที่จะปิดสาขาที่ไม่มีประสิทธิภาพ

10 E's แนวทางสร้างคุณค่าและประสบการณ์ ประกอบด้วย
สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง (Pet Parents) ได้แก่ 1.Education ให้ความรู้แก่ลูกค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์ 2.Experience สร้างประสบการณ์ที่ดีและน่าจดจำให้ลูกค้า (เช่น การทักทายสัตว์เลี้ยง) 3.Empowerment ทำให้ลูกค้ารู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยข้อมูลที่ดี 4.End-to-End นําเสนอโซลูชันแบบครบวงจรตั้งแต่หัวจรดหาง และ 5.Engagement สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า (เช่น มุมถ่ายรูป กิจกรรม)
สำหรับร้านค้า (Internal Operations) ได้แก่ 1.Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสต็อกและบุคลากร 2.Exclusive สร้างความแตกต่างและคุณค่าเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่การแข่งราคา 3.Evolution พร้อมปรับตัวและพัฒนาสินค้าและบริการตามเทรนด์ตลาด 4.Feedback เปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุง 5.Expand สร้างเครือข่ายและความร่วมมือกับธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยง
ข้อสรุปโดยภาพรวม คือ ธุรกิจเพ็ทช็อปในปัจจุบันจำเป็นต้องก้าวข้ามแนวคิดเดิมๆ มาสู่การบริหารจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น การทำความเข้าใจตลาด การสร้างความแตกต่าง การลงทุนในบุคลากร และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโตและสร้างคุณค่าในระยะยาว หลีกเลี่ยงสงครามราคา และมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและสัตว์เลี้ยง
โอกาสและความท้าทายในสนามการแข่งขัน
สำหรับสถานการณ์การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย แม้ว่าโดยภาพรวมดูเหมือนมีความหวือหวา มีการเติบโต แต่สถานการณ์ที่แท้จริงของการแข่งขันไม่ต่างจากธุรกิจค้าปลีกอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ อยู่ตลอดเวลา
นลินี วิเศษวงศ์สหกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคนิค เพ็ท ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยงแบรนด์ OKIKO กล่าวว่า ทางบริษัทเริ่มต้นการทำตลาดแบบออฟไลน์ 100% โดยเรื่องของ 5 M's (Pet Retail Management) ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ โดยบริษัทเริ่มจากการนำเสนอสินค้าชั้นนำ เรียนรู้ความต้องการลูกค้า และเพิ่มความหลากหลายของสินค้า ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับพนักงานที่ต้องมีความรู้อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากในอดีตไม่มีการตลาดเชิงรุก ลูกค้ายังเชื่อผู้ขาย พนักงานจึงต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจสินค้าได้ดี
“ในเรื่องการจัดการจากเมื่อก่อนใช้การจดบันทึกด้วยมือลงสมุดปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้ระบบ POS เพื่อจัดการการขาย สต็อก และเรียนรู้สินค้าที่ขายดี/ไม่ดี รวมถึงเรื่องของเงินทุน ต้องมีการบริหารจัดการกระแสเงินสดและสต็อกสินค้าให้เพียงพอ แต่ไม่มากเกินไปเพื่อป้องกันการจมทุน สุดท้ายเป็นเรื่องของการตลาด ต้องใช้ "ตนเอง" และ "การบริการที่ดี" เป็นเครื่องมือทางการตลาด ทำให้ลูกค้าเกิดการบอกต่อ”
นิติพงษ์ เลาหวิศิษฎ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ Kaniva และมีประสบการณ์จากร้านค้าปลีกทั้งออฟไลน์และออนไลน์ กล่าวถึงสถานการณ์ของร้านเพ็ทช็อปในปัจจุบัน ลูกค้าเข้าร้านน้อยลงแต่ถือว่าเป็นสภาวะปกติที่ต่อเนื่องหลังจากช่วงโควิด-19 ที่มีการเติบโตจากตัวเลขสูงเกินจริง ทำให้มีซัพพลายเออร์และร้านค้าเปิดใหม่จำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนสัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อยลง ทำให้ตัดสินใจซื้อของใช้ราคาถูกจากออนไลน์ อีกทั้งมีการไหลเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน ทำให้ร้านค้าปลีกไม่สามารถทำกำไรจากสินค้ากลุ่ม Accessories ที่เคยเป็นตัวทำกำไรหลักได้อีกต่อไป ปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่จึงเหลือกำไรเพียง 10-15% จากอาหารสัตว์
“ปัจจุบันปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก "จำนวนร้านค้าที่มีมากเกินไป" ทำให้มีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงจากการตลาดออนไลน์ แม้ว่าแพลตฟอร์มออนไลน์จะเป็นอีกช่องทางการขายที่สะดวกขึ้น แต่ก็เป็นช่องทางที่เอื้อต่อการตัดราคา ปัจจุบันมีสินค้าอาหารสัตว์ราคาถูกแต่คุณภาพต่ำเข้ามาในตลาด สะท้อนความต้องการของลูกค้าที่เน้นราคา แต่คุณภาพอาจไม่ตอบโจทย์ สิ่งนี้อาจกลายเป็น "บรรทัดฐานใหม่" ของวงการซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง” นิติพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีจำนวนร้านค้าปลีกที่มากขึ้น แต่ด้วยสภาพการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่องอาจส่งผลให้สินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ทำตลาดได้ยากขึ้นด้วย เนื่องจากร้านค้าปลีกมีพื้นที่สำหรับวางสินค้าค่อนข้างจำกัดเมื่อเทียบกับแบรนด์ที่มีเป็นจำนวนมาก ในทางกลับกลับ หากร้านค้าไม่ให้โอกาสแบรนด์ใหม่เข้ามาจำหน่ายในร้านค้า แบรนด์เหล่านั้นจะหันไปทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ของตัวเอง หากทำสำเร็จมากขึ้นอาจทำให้ร้านเพ็ทช็อปสูญเสียบทบาทในอนาคต
สำหรับข้อเสนอแนะและแนวทางสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลาง ต้องมุ่งสร้างคุณค่าและจุดเด่นที่ไม่ใช่แค่ราคา แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจ เชื่อใจ และกลับมาซื้อซ้ำ โดยเน้นการพัฒนาพนักงานหน้าร้านให้มีความรู้เกี่ยวกับสินค้า สายพันธุ์สัตว์เลี้ยง และสามารถให้คำแนะนำที่ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกัน เจ้าของร้านควรเป็น "นักขาย" ที่ดีที่สามารถจดจำสัตว์เลี้ยงและลูกค้าประจำได้
นอกจากนี้ ควรเรียนรู้เรื่อง การคัดเลือกสินค้า โดยพิจารณาจาก "ความน่าซื้อ" (บรรจุภัณฑ์) และ "ฟังก์ชัน" (ประโยชน์ที่ลูกค้าได้รับ) ที่สำคัญ คือ ควรมี "กำไร" ที่เพียงพออย่างน้อย 25-30% สำหรับร้านค้าปลีก และรู้จักเรียนรู้จากลูกค้าว่า ร้านค้าของตนเองตอบโจทย์ในเรื่องอะไร เพื่อค้นหาจุดแข็งและคุณค่าของร้านเพื่อนำไปต่อยอดในอนาคต
สิ่งสำคัญ คือการทำงานร่วมกันอย่างเข้าในของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนที่อยู่ในระบบนิเวศเดียวกันอย่างร้านค้า ซัพพลายเออร์ และผู้ผลิตสินค้า ควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสินค้าและพฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ พร้อมมองหาโอกาสในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในร้านค้าเพื่อยกระดับการบริการและการขายต่อไป
บทสรุปโดยภาพรวม คือ ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะตลาดอิ่มตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค แต่ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถสร้างความแตกต่าง เน้นคุณค่าที่เหนือกว่าราคา พัฒนาบุคลากร และทำงานร่วมกันในระบบนิเวศของอุตสาหกรรม การเรียนรู้และปรับตัวคือหัวใจสำคัญในการอยู่รอดและเติบโตในตลาดปัจจุบัน
