ถ้าพูดถึงยาเขียวตราใบห่อ ภาพจำของใครหลายคนอาจคือยาขมซองกระดาษที่คนรุ่นอากงอาม่าเชื่อมั่นแต่วันนี้แบรนด์ในตำนานได้ก้าวข้ามซองยา สู่ ‘ใบห่อคาเฟ่’ ที่เปิดทำการครบหนึ่งปีพอดี ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ใหม่ให้สมุนไพรไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการตีความภูมิปัญญาเก่าในรูปแบบใหม่
ซึ่งเสน่ห์ของยาเขียวตราใบห่อก็ได้ส่งต่อให้กับ คุณโอ๊บ อิศรา อัคคะประชา และ คุณตาล กมลรัตน์ อัคคะประชา ทายาทรุ่นสาม ผู้ที่จะรังสรรค์พื้นที่เล็ก ๆ บนถนนจักรวรรดิให้โดดเด่นและร่วมสมัยมากขึ้น เพื่อป่าวประกาศว่า “ความขมก็มีเสน่ห์ได้ หากเข้าใจรากเหง้าที่มันเติบโตมา”

ก่อนอื่นขอเล่าจุดเริ่มต้นของ ‘ตราใบห่อ’ ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน คุณประสิทธิ์ อัคคะประชา คุณพ่อของคุณโอ๊บ ได้เปิดร้านสมุนไพรชื่อง้วนเฮงจั่น ริมถนนจักรวรรดิ แหล่งค้าขายสมุนไพรและเครื่องเทศที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ร้านแห่งนี้จำหน่ายวัตถุดิบสำหรับยาแผนไทยและจีน ทั้งสมุนไพรที่ปลูกโดยเกษตรกรไทย รวมถึงสมุนไพรจากจีน อินเดีย และเครื่องเทศหลากชนิด
เมื่อทำร้านได้ระยะหนึ่ง คุณประสิทธิ์สังเกตเห็นว่ายาสมุนไพรแม้จะดีต่อสุขภาพ แต่กลับยากต่อการบริโภค เพราะต้องนำไปต้ม ชง หรือเคี่ยวก่อนดื่ม จึงเกิดไอเดียใหม่ นำสมุนไพรในร้านมาตอกเม็ด เป็น ‘ยาขมชนิดเม็ด’ ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนภาพจำของยาสมุนไพรไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ถนนจักรวรรดิเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านขายสมุนไพรนับร้อย การแข่งขันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ทำให้ตราใบห่อโดดเด่นกว่าคือความรู้และวัตถุดิบ ที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ของคุณโอ๊บ จนถึงคุณประสิทธิ์ ผู้สานต่อกิจการจากลูกจ้างในร้านสมุนไพรคนหนึ่ง สู่การเป็นเจ้าของแบรนด์สมุนไพรที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

วันนี้ ตราใบห่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 แล้ว กลายเป็นยาสามัญประจำบ้านที่อยู่คู่ครอบครัวไทยมาตั้งแต่รุ่นอาม่าจนถึงรุ่นหลาน แม้หลายคนจะจำได้ว่ายาเขียวตราใบห่อคือฝันร้ายวัยเด็ก เพราะรสขมจนหน้าตึง แต่ความขมนี่แหละคือเครื่องพิสูจน์ประสิทธิภาพของสมุนไพร ที่ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ และปรับสมดุลในร่างกายตามหลักแพทย์แผนไทยและจีน จนกลายเป็นที่ไว้วางใจของคนไทยทั่วประเทศ
แม้จะมีคนตั้งคำถามว่า “สมุนไพรไทยรักษาได้จริงไหม?” คุณโอ๊บอธิบายว่า ยาของตราใบห่อไม่ได้ใช้สมุนไพรเดี่ยว ๆ ทว่าผสมตามตำรับที่พิสูจน์มาแล้ว เช่น บอระเพ็ดช่วยปรับสมดุลร่างกาย มะขามแขกช่วยขับของเสีย ส่วนยาเขียวก็มีพิมเสนและใบจันหนาดเป็นตัวยาหลัก ที่ยาเขียวตราใบห่อช่วยลดไข้ได้ ก็เพราะสมุนไพรมีฤทธิ์เย็น สามารถปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลงได้
ด้วยธรรมชาติของยาสมุนไพรที่ต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผล ไม่ได้ออกฤทธิ์รวดเร็วเหมือนยาเคมี ยาสมุนไพรจึงทำหน้าที่เป็น “ยาดัก” ได้อย่างดี เวลารู้สึกเริ่มไม่สบาย ระคายคอ หรืออ่อนเพลีย หลายบ้านจะรีบให้กินยาขมดักไว้ก่อน เพื่อปรับสมดุลร่างกายให้กลับมาเป็นปกติ แต่หากอาการหนักขึ้น ก็อาจต้องใช้ยาแผนปัจจุบันควบคู่กันไป
แม้ยาเขียวจะเป็นที่คุ้นเคย แต่ตราใบห่อเองก็ไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ที่อาจไม่อยากสัมผัสรสขมแบบเดิม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแคปซูล และสมุนไพรชนิดอื่น ๆ ที่รับประทานง่ายขึ้น แต่สิ่งน่าสนใจก็คือ ‘ยาเม็ดตอกแบบดั้งเดิม’ ยังคงขายดีที่สุด เพราะกลายเป็นภาพจำของผู้บริโภคที่เติบโตมากับคำสอนของผู้ใหญ่ ‘ให้กินแบบนี้ดีที่สุด’ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

‘ก่อนหน้านี้ยาสมุนไพรก็ไม่ได้บูมนัก แต่ด้วยเทรนด์บริโภคสินค้าธรรมชาติ กระแสยาสมุนไพรตอนนี้ดีขึ้นเรื่อย ๆ”’คุณโอ๊บและคุณตาลเล่า พร้อมมองเห็นโอกาสจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของหลายประเทศ ทำให้ตราใบห่อมุ่งพัฒนานวัตกรรมยาสมุนไพรที่ทั้งมีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยาไทยไปข้างหน้า
ไม่เพียงกลุ่มผู้สูงวัยเท่านั้น ปัจจุบันยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมี หันมาเลือกยาจากธรรมชาติ รวมถึงลูกค้าชาวต่างชาติที่กลายเป็นแฟนคลับของตราใบห่อ โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่นิยมซื้อกลับประเทศ ถึงขั้นต้องส่งออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านในแถบ AEC ด้วย “เขาน่าจะรู้จักเราตอนมาเที่ยวไทย เห็นตราใบห่อตามร้านขายยา พอได้ลองใช้แล้วได้ผลดี ก็เกิดการบอกต่อ โดยเฉพาะช่วงโควิดที่ฟ้าทะลายโจรเป็นกระแสแรงมาก” คุณโอ๊บเล่าเสริม
แต่ตราใบห่อไม่ได้อยากถูกจดจำเพียงในฐานะ ‘ยาแผนโบราณ’ อีกต่อไป จึงขยายสู่การเป็น Herbal Lifestyle Brand ที่สมุนไพรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน จากเดิมที่มีแค่ยากิน ตอนนี้เพิ่มกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างยาดม ยาหม่อง สเปรย์แก้ปวดเมื่อย และคูลลิ่งสเปรย์ที่เตรียมวางจำหน่าย รวมแล้วกว่า 20 SKU
ซึ่งก้าวสำคัญก็คือ “คาเฟ่ใบห่อ” ตั้งอยู่ในอาคารอายุร้อยกว่าปี สร้างตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งคุณประสิทธิ์ซื้อเก็บไว้นานหลายสิบปี อาคารเก่านี้ไม่เพียงงดงามและแข็งแรง แต่ยังสะท้อนจิตวิญญาณของตราใบห่อที่อยู่มานานกว่าครึ่งศตวรรษ คาเฟ่แห่งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่าที่แวะมาหวนความทรงจำ และคนรุ่นใหม่ที่อยากเปิดประสบการณ์กับสมุนไพรไทย

โจทย์คือ จะทำอย่างไรให้เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม? หากเปิดเป็นคาเฟ่ทั่วไปก็อาจไม่ต่างจากร้านอื่น ตราใบห่อจึงดึงดีเอ็นเอสมุนไพรมาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ๆ ที่ทำเราอึ้งไปตาม ๆ กันว่า สมุนไพรตัวนี้มันอร่อยได้ขนาดนี้เชียวเหรอ? อย่าง Bitter Shot ช็อตยาเขียวตราใบห่อคู่กับน้ำผึ้งมะนาวดื่มตาม ที่ทำให้รู้ว่า “ยาขมก็ไม่ได้แย่นะ” เพราะชีวิตเราขมกว่า ..
อีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากคือ ‘หอมปรุง by ใบห่อ’ เวิร์กช็อปทำยาดมด้วยตัวเอง ที่ถูกใจทั้งชาวญี่ปุ่นและเจน Z เพิ่มความสนุกด้วยการตกแต่งดอกไม้และสมุนไพร ก่อนปิดท้ายด้วยไอศกรีมรสเก๊กฮวยในซองสกรีนโลโก้ตราใบห่อ ทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสมุนไพรในมิติใหม่แบบครบวงจร เป็นประสบการณ์ที่ทั้ง Healing & Charging พร้อม ๆ กัน
“ที่นี่เหมือนเป็น hidden gem สำหรับคนที่อยากลองอะไรใหม่ ๆ ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังได้รับความนิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่จองคลาสยาดมจนไปออกแม็กกาซีนญี่ปุ่น ล่าสุด ททท. ยังเชิญไปร่วมโปรโมทท่องเที่ยวไทยที่นาโกย่าอีกด้วย” คุณโอ๊บและคุณตาลเล่าอย่างภาคภูมิใจ

จากยาขมในซอง สู่คาเฟ่สมุนไพรแห่งย่านเมืองเก่า วันนี้ตราใบห่อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ภูมิปัญญาไทย” ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่สามารถอยู่ในแก้วกาแฟ อยู่ในชีวิตประจำวัน และอยู่ในใจคนรุ่นใหม่ได้
“ตอนนี้ตราใบห่ออยากเป็นแบรนด์ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน หรือที่เราเรียกว่า Everyday Wellness เราไม่อยากให้สมุนไพรไทยเป็นเพียงทางเลือกที่อาจถูกลืมในสักวัน แต่อยากให้มันกลับมาอยู่ในกระแสหลัก เพราะคนรุ่นใหม่หันมารักสุขภาพกันมากขึ้น คิดว่าถ้าทุกแบรนด์ช่วยกันพัฒนา สมุนไพรไทยก็จะไปไกลกว่าที่เคยเป็น” คุณโอ๊บและคุณตาล กล่าวส่งท้าย