หลังการเปิดตัวเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เทคโนโลยีดีเซลแห่งอนาคตเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 วันนี้อีซูซุเดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีด้วยการเปิดตัวรถปิกอัพแห่งอนาคต ครบทุกไลน์อัพ ใหม่! ISUZU D-MAX "THE ONE & ONLY" เพื่อสืบทอด DNA แห่งความเชื่อมั่นมากว่าครึ่งศตวรรษของอีซูซุกับการทำตลาดในประเทศไทย
ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว ISUZU D-MAX และ MU-X ใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับการพัฒนาต่อยอดด้วยเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ เทคโนโลยีดีเซลที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยมีการปรับโฉมและเพิ่มคุณสมบัติใหม่ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างเต็มที่

นำโดย ISUZU V-CROSS 4x4 "THE ONE & ONLY" ปิกอัพสปอร์ตออฟโรด รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมกับความใหม่หลายอย่าง อาทิ สีใหม่ “อินนิชมอร์ เกรย์ โอเพค” (Inishmore Gray Opaque) การปรับเปลี่ยนดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ใหม่ด้วย EPS พวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยยกระดับการขับขี่ให้สะดวกสบายขึ้น พร้อมกล้องรอบคัน 360° Surround View Camera และมุมมองใต้ท้องรถ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS เวอร์ชันล่าสุด กล้องหน้าคู่ พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซ็นเซอร์ 8 จุดรอบคัน
เสริมทัพด้วย ISUZU X-SERIES "2 HOT…2 HANDLE" เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ แบบสปอร์ต REV TRONIC และ Sequential Paddle Shift ที่พวงมาลัย ออกแบบเพื่อเครื่องยนต์ 2.2 โดยเฉพาะสไตล์สปอร์ต พร้อมชุดแต่งใหม่ The X Package ทั้งภายนอกและภายใน นอกจากนี้ ยังมี รถอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” มาพร้อมกับช่วงล่างใหม่ โช้กอัพแบบ STIFF FLEX ลดการสั่นสะเทือน ขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น
“อีซุซุใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ยกระดับสนามทดสอบรถขับเคลื่อนสี่ล้อเดิมให้เป็น “ISUZU 4x4 EXPERIENCE” โดยการร่วมมือกับ nendo ดีไซน์สตูดิโอระดับโลก จากประเทศญี่ปุ่น ผู้ออกแบบ Japan Pavilion ในงาน Osaka World Expo 2025 เพื่อให้เป็นศูนย์ฝึกทักษะการขับขี่ออฟโรดแบบครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ตอบโจทย์มากกว่าการ “ทดลองขับ” แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ให้ได้สัมผัสสมรรถนะของรถ ISUZU 4x4 โดยใช้เทคนิคการสร้างประสบการณ์ให้เป็นภาษาภาพ การใช้เสา และโทนสีแบบ Full Spectrum ภายใต้องค์ประกอบ 3 ประการ คือ เอียง (TILT) สูงชัน (HIGH) และพลัง (POWER) และมี 2 สถานีใหม่ Haunted Tunnel (ลุยฝ่า อุโมงค์หลอน) และ MYSTERY ROAD (พิลึก ทางพิศวง) เพื่อให้เป็นสถานีทดสอบอย่างสมบูรณ์รวม 9 สถานี บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ ในจังหวัดปทุมธานี” ทาคาชิ ฮาตะ กล่าว

สำหรับ “สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ” แห่งแรกเกิดขึ้นในปี 2535 ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นปีที่อีซูซุเปิดตลาดรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ด้วยการนำรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อมาประกอบในเมืองไทยเป็นครั้งแรก โดยสนามแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมการใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อสำหรับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้จำหน่าย ลูกค้า และสื่อมวลชนจากประเทศต่างๆ ที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและสัมผัสสมรรถนะที่แตกต่างของรถขับเคลื่อนสี่ล้อ
ต่อมาในปี 2561 อีซูซุได้สร้าง “สนามรถขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ (ISUZU 4x4 LAND)” แห่งใหม่ที่จังหวัดปทุมธานี เป็นคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ พร้อมห้องอบรม และสถานีทดสอบ 7 สถานี รองรับผู้สนใจเรียนรู้ทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งจากหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศ ในแบบ Isuzu 4x4 Professional
ปัจจุบัน อีซูซุได้พลิกโฉมสนามแห่งนี้สู่ “สนามทดสอบรถขับเคลื่อนสี่ล้อ (ISUZU 4x4 EXPERIENCE)” เพื่อยกระดับประสบการณ์ออฟโรดให้เหนือกว่า มีสถานีทดสอบถึง 9 สถานี พร้อมการปรับปรุงด้วยการใช้เสา และโทนสีแบบ Full Spectrum เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดที่หาไม่ได้จากที่ไหน

โดยสถานีทดสอบ ทั้ง 9 สถานี ประกอบด้วย 1. V-Curve (โยกหัว สะบัดท้าย) 2. Rugged Route (เหวี่ยงซ้าย สะบัดขวา) 3. High Hill (สูงเฉียดฟ้า พลังกล้า) 4. ใหม่! Haunted Tunnel (ลุยฝ่า อุโมงค์หลอน) 5. Rock Canal (ตะลอน ลำธารหิน) 6. Water Cliff (ปีนไต่ บันไดน้ำตก) 7. Zigzag U-Shape (หกเหิน ระทึก) 8. ใหม่! Mystery Road (พิลึก ทางพิศวง) และ 9. Side Slope (เนินโค้ง เอียงวัดใจ)
อย่างไรก็ตาม อีซูซุ ย้ำประเทศไทยยังคงเป็นตลาดสำคัญอันดับต้นๆ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยากลำบาก แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ โดยอีซูซุได้เริ่มการผลิตล็อตปิกอัพไฟฟ้าในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์นานาชนิดตามแนวคิดโซลูชั่นส์ที่หลากหลาย หรือ Multi-Pathway เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน